คุณครู.คอม
.









Online: 11 user(s)

ตั้งแต่ 3 กุมภาพันธ์ 2541



ตรวจสอบแทรคไปรษณีย์ไทย

domain register Admin Only

ทดสอบความเร็วอินเตอร์เน็ต

ตรวจสอบไอพี(IP check for locate)

..
     


    :  เกี่ยวกับเราคุณครู.คอม
หมวด: สาระจากพระพุทธศาสนา
นางวิสาขา มหาอุบาสิกา
03-04-2016 เข้าชมแล้ว: 29871
นางวิสาขา มหาอุบาสิกา เป็นพระอริยบุคคลผู้สำเร็จธรรมเป็นพระโสดาบันตั้งแต่ยังเป็นสาว เกิดในตระกูลเศรษฐี เมืองภัททิยะ แคว้นอังคะ
เป็นบุตรสาวของธนญชัยเศรษฐี และสุมนาเทวี ปู่ชื่อเมณฑก เศรษฐี ต่อมาได้ย้ายตระกูลเศรษฐีไปอยู่เมืองสาวัตถี กับพระเจ้าปเสนทิโกศล
ได้แต่งงานกับปุณณวัฒนกุมาร บุตรของมิคารเศรษฐี

นางวิสาขาถึงพร้อมด้วยความงามของสตรี (เบญจกัลยาณี) มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้สร้างวัดชื่อพระวิหารบุพผาราม
เป็นที่พำนักของพระภิกษุสงฆ์ ตามประวัติเล่าว่า วันหนึ่ง นางวิสาขามหาบาสิกา เมื่อมาถึงวัดได้ถอดเครื่องประดับมหาเลดาปสาธน์
มอบให้สาวใช้ผู้ติดตาม เมื่อเสร็จกิจการฟังธรรมแล้ว ขณะเดินหลับคฤหาสน์ สาวใช้ได้ลืมเครื่องประดับไว้ที่ศาลาฟังธรรม
แต่พระอานนท์ได้เก็บรักษาไว้ ต่อมานางได้นำออกมาขายในราคา 9 โกฏิ กับ 1 แสนกหาปณะ แต่ไม่มีใครสามารถซื้อได้
นางจึงซื้อไว้เอง นำเงินจำนวนนั้นมาสร้างวัดบุพผาราม เป็นโลหะปราสาทสวยงามแห่งแรก





นางวิสาขา มหาอุบาสิกา หญิงเบญจกัลยาณี หญิงที่มีความงาม 5 ประการ
นางวิสาขาเป็นธิดาของธนัญชัยเศรษฐีกับนางสุมนา เป็นหลานสาวของเมณฑกเศรษฐี ในเมืองภัททิยะ แคว้นอังคะ
ในครั้งนั้นแคว้นอังคะกับแคว้นมคธปกครองรวมกัน โดยมีพระเจ้าพิมพิสารเป็นพระเจ้าแผ่นดิน
เมื่อนางวิสาขาอายุได้ 7 ขวบ นางวิสาขาไปเฝ้าพระพุทธเจ้าฟังธรรมแล้วบรรลุโสดาปัตติผล เมณฑกเศรษฐีเอง
ก็ได้ฟังธรรมแล้วบรรลุโสดาปัตติผลในภายหลังมิคารเศรษฐีในกรุงสาวัตถีมีบุตรชื่อ ปุณณวัฒนกุมาร ซึ่งเจริญวัยแล้วบิดามารดา
ต้องการให้แต่งงาน แต่ปุณณวัฒนกุมารไม่ยอม บิดามารดาอ้อนวอนด้วยประการต่างๆ ปุณณวัฒนกุมาบอกว่าถ้าได้หญิงเบญจกัลยาณี
ก็จะยอมแต่งงาน หญิงเบญจกัลยาณี คือ หญิงที่มีความงาม 5 ประการคือ

1.ผมงาม คือ ผมดำสลวยเป็นเงางาม
2.เนื้องาม คือ ริมฝีปากงาม
3.กระดูกงาม คือ ฟันขาวงามเป็นระเบียบ
4.ผิวงาม คือ ผิวเกลี้ยงเกลางามไม่มีไฝฝ้า
5.วัยงาม คือมีความงามเหมาะสมกับวัยของตน
มิคารเศรษฐีส่งพราหมณ์ไปแสวงหาหญิงเบญจกัลยาณีในเมืองต่างๆ ไปพบนางวิสาขาซึ่งเป็นหญิงเบญจกัลยาณีที่เมืองสาเกต
จึงจัดพิธีแต่งงานกัน ธนัญชัยเศรษฐีบิดาของนางวิสาขาให้ของขวัญวันแต่งงานเป็นเครื่องประดับราคาแพงมาก เรียกว่า มหาลดาปสาธน์
และก่อนจะส่งนางวิสาขาไปกรุงสาวัตถี ธันญชัยเศรษฐีได้ให้โอวาท 10 ประการ เป็นปริศนา ซึ่งมิคารเศรษฐีได้ยินเพราะอยู่ในห้องติดกัน
โอวาท 10 ประการนั้นมีดังนี้

1) ไฟในไม่ควรนำออก
2) ไฟนอกไม่ควรนำเข้า
3) ควรให้แก่ผู้ให้
4) ไม่ควรให้แก่ผู้ไม่ให้
5) ควรให้แก่ผู้ให้บ้างแก่ผู้ไม่ให้บ้าง
6) ควรนั่งให้เป็นสุข
7) ควรบริโภคให้เป็นสุข 8) ควรนอกให้เป็นสุข
9) ควรบูชาไฟ
10) ควรนอบน้อมเทวดาภายใน

นางวิสาขาเมื่อไปอยู่ในตระกูลของปุณณวัฒนกุมารแล้ว มีความอึดอัดมาก เพราะในตระกูลนี้มิได้นับถือพระพุทธศาสนา
แต่นับถือศาสนาของนิครนถนาฏบุตรซึ่งเป็นนักบวชเปลือยกาย และมักจะเชื้อเชิญมาเลี้ยงเสมอ นางวิสาขามีความละอาย
ไม่กล้าออกมากราบไหว้ เป็นที่ตำหนิของมิคารเศรษฐี วันหนึ่งมีพระภิกษุรูปหนึ่งออกบิณฑบาตผ่านมาทางบ้านของมิคารเศรษฐี
เวลานั้นนางวิสาขากำลังปรนนิบัติมิคารเศรษฐีซึ่งบริโภคอาหารอยู่ เศรษฐีทำเฉยเสียไม่สนใจว่ามีพระภิกษุยืนรอรับบิณฑบาต
นางวิสาขาได้ออกอุบายต่างๆ ให้มิคารรเศรษฐีหนไปเห็นพระภิกษุรูปนั้น แต่ไม่สำเร็จ นางจึงเดินมายังภิกษุแล้วกล่าวกับภิกษุว่า
นิมนต์โปรดข้างหน้าเถิดพระคุณเจ้า ท่านมิคารเศรษฐีกำลังบริโภคของเก่าอยู่ เศรษฐีได้ยินก็โกรธเป็นอันมาก ไล่ให้นางกลับไปยังบ้านเดิมของตน
 แต่นางได้ของให้มีการพิจารณาเสียก่อน จึงเชิญพราหมณ์พี่เลี้ยงของนางมา แล้วแก้กล่าวหาต่างๆ มิคารเศรษฐีได้กล่าวหาเรื่องนางวิสาขาพูดว่า
เศรษฐีบริโภคของเก่าสกปรก นางก็แก้ว่าของเก่านั้นคือบุญเก่าที่บิดามิคารเศรษฐีสั่งสมไว้ให้ซึ่งจะต้องหมดไปในวันข้างหน้า

ถ้ามิคารเศรษฐีไม่สั่งสมบุญใหม่ มิคารเศรษฐีได้กล่าวหาเรื่องที่บิดาของนางสั่งเสีย ข้อความอันไม่ถูกต้องเป็นปริศนา 10 ข้อ นางก็แก้ข้อกล่าวหาได้ดังนี้
1) ไฟในไม่ควรนำออก หมายความว่า เห็นความผิดของบิดามารดาสามี และของสามี แล้วไม่ควรนำไปพูดในภายนอก
2) ไฟนอกไม่ควรนำเข้า หมายความว่า ได้ฟังคนอื่นพูดถึงความผิดของบิดามารดสามี และของสามีไม่ควรนำไปเล่าให้คนทั้ง 3 ฟัง
3) ควรให้แก่ผู้ให้ หมายความว่า ใครยืมของแล้วส่งคืน ควรให้ยืมอีก
4) ไม่ควรให้แก่ผู้ไม่ให้ หมายความว่า ใครยืมของแล้ว ไม่ส่งคืนไม่ควรให้ยืมอีก
5) ควรให้แก่ผู้ให้บ้าง แก่ผู้ไม่ให้บ้าง หมายความว่า สำหรับญาติมิตรที่ขัดสน ยืมของแล้ว จะส่งคืนหรือไม่ส่งคือ ก็ควรให้ยืมอีก
6) ควรนั่งให้เป็นสุข หมายความว่า ไม่ควรนั่งในที่จะต้องลุกขึ้นเมื่อเห็นพ่อสามี แม่สามีและสามี
7) ควรบริโภคให้เป็นสุข หมายความว่า ไม่บริโภคก่อนพ่อสามี แม่สามี และสามี ทราบว่าคนเหล่านั้นบริโภคแล้ว ตนเองจึงบริโภคในภายหลัง
8) ควรนอกให้เป็นสุข หมายความว่า ไม่นอนก่อนพ่อสามี แม่สามี สามี ปฏิบัติสิ่งที่ควรปฏิบัติแก่คนเหล่านั้นแล้ว จึงนอนในภายหลัง
9) ควรบูชาไฟ หมายความว่า เห็นพ่อสามี แม่สามี และสามี เป็นดังกองไฟที่พวกพรามหณ์บูชา
10) ควรนอบน้อมเทวดาภายใน หมายความว่า เห็นพ่อสามี แม่สามี และสามี เป็นดังเทวดาที่ควรนอบน้อม
เมื่อแก้ข้อกล่าวหาจนตนเองพ้นผิดหมดแล้ว นางวิสาขาก็จะออกจากบ้านเศรษฐีไป เศรษฐีขอโทษที่เข้าใจผิด ของให้นางอยู่ต่อไป
นางวิสาขาจึงขอทำบุญในพระพุทธศาสนาโดยนิมนต์พระพุทธเจ้ามาเสวยภัตตาหาร เมื่อถึงเวลาฟังธรรม นางวิสาขาให้คนไปเชิญพ่อสามีมาฟังธรรม
เศรษฐีนั่งฟังอยู่นอกม่านตามคำของร้องของนักบวชชีเปลือย ขณะที่กำลังฟังธรรมอยู่นั้นเศรษฐีบรรลุโสดาปัตติผล แล้วเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
โดยใกล้ชิด ตั้งแต่นั้นมา นางวิสาขาก็ทำบุญต่างๆ มีการถวายทาน เป็นต้น และได้สร้างอารามแห่งหนึ่งในกรุงสาวัตถี คือ วัดบุพพาราม
นอกจากนี้นางวิสาขายังเป็นต้นเรื่องของการถวายผ้าอาบน้ำฝนแก่พระภิกษุผู้เข้าพรรษา เพราะนางทราบว่าภิกษุเปลือยกายอาบน้ำฝนไม่เหมาะสม
ดูเป็นชีเปลือย จึงขออนุญาตถวายผ้าอาบน้ำฝนแก่พระภิกษุ นางวิสาขาเป็นพุทธสาวิกาที่มั่นคงในพระรัตนตรัยมาก ไปวัดเพื่อฟังธรรมทุกวันมิได้ขาด
หลังจากฟังธรรมแล้วมักจะเดินตรวจรอบวัด เพื่อซักถามพระภิกษุรูปใดมีความประสงค์ สิ่งใดจะได้ช่วยจัดหามาถวาย
โดยนางได้ขอพรจากพระพุทธเจ้า 8 ประการ และพระองค์ก็ทรงประทานให้พร 8 ประการคือ

1) ขอให้ได้ถวายอาหารแก่พระอาคันตุกะ
2) ขอให้ได้ถวายอาหารแก่ภิกษุจะเดินทางไกล
3) ขอให้ได้ถวายอาหารแก่ภิกษุที่เป็นไข้
4) ขอให้ได้ถวายอาหารแก่ภิกษุผู้พยาบาลภิกษุที่เป็นไข้
5) ขอให้ได้ถวายยาแก่ภิกษุ
6) ขอให้ได้ถวายข้าวยาคูแก่พระสงฆ์ประจำ
7) ขอให้ได้ถวายผ้าอาบน้ำฝนแก่ภิกษุ
8) ขอให้ได้ถวายผ้าอาบน้ำฝนแก่ภิกษุณี

นางวิสาขาได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นเอตทัคคะ (เลิศกว่าผู้อื่น) ในด้านการถวายทาน มีอายุยืนยาวถึง 120 ปี มีบุตรชาย 10 คน
 บุตรสาว 10 คน เป็นสาวิกาที่อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาที่สำคัญคนหนึ่ง


นางวิสาขาขอพร ๘ ประการ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระนครพาราณสี ตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จพระพุทธดำเนินไปทางพระนครสาวัตถี
เสด็จพระพุทธดำเนินผ่านระยะทางโดยลำดับ ถึงพระนครสาวัตถี ประทับอยู่ในพระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี
เขตพระนครสาวัตถีนั้น

ครั้งนั้น นางวิสาขา มิคารมาตาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้นาง
เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถา แล้ว นางวิสาขาได้กราบทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคว่า ขอพระผู้มีพระภาค
พร้อมด้วยพระสงฆ์จงทรงพระกรุณาโปรดรับภัตตาหารของหม่อมฉัน เพื่อเจริญบุญกุศลและปิติ
ปราโมทย์ในวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคทรงรับอาราธนาด้วยดุษณีภาพ

ครั้นนางทราบการรับอาราธนาของพระผู้มีพระภาคแล้ว ลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณกลับไป
ครั้นผ่านราตรีนั้นไป ฝนตั้งเค้าขึ้นในทวีปทั้ง ๔ ตกลงมาห่าใหญ่
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฝนตกในเชตวัน ฉันใด ตกในทวีปทั้ง ๔ ก็ฉันนั้น พวกเธอจงสรงสนานกายกันเถิด เ
พราะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฝนห่าใหญ่ตั้งเค้าขึ้นในทวีปทั้ง ๔
ภิกษุเหล่านั้นรับสนองพระพุทธบัญชาว่า
เป็นดังพระพุทธดำรัส พระพุทธเจ้าข้า แล้วพากันเปลื้องผ้าสรงสนานกายอยู่
ครั้งนั้น นางวิสาขามิคารมาตา สั่งให้ตกแต่งของเคี้ยวของบริโภคอันประณีต แล้วสั่ง ทาสีว่า ไปเถิดแม่
เจ้าจงไปอารามแล้วแจ้งภัตกาลว่า ถึงเวลาแล้ว ภัตตาหารเสร็จแล้ว เจ้าข้า
ทาสีนั้นรับคำ แล้วไปวัด ได้เห็นภิกษุเปลื้องผ้าสรงสนานกาย ครั้นแล้วเข้าใจผิดคิดว่า ในอารามไม่มีภิกษุ
มีแต่พวกอาชีวกสรงสนานอยู่ จึงกลับไปบ้านได้ แจ้งความแก่นางวิสาขามิคารมาตาว่า
คุณนาย ภิกษุไม่มีในอาราม มีแต่พวกอาชีวกสรงสนานอยู่เจ้าค่ะ
นางวิสาขามิคารมาตา เป็นสตรีฉลาด เฉียบแหลม มีปัญญารู้ได้ทันทีว่า

พระคุณเจ้า ทั้งหลายคงเปลื้องผ้าพากันสรงสนานกายเป็นแน่ นางคนนี้เขลาจึงสำคัญว่า ไม่มีภิกษุในอาราม มีแต่พวกอาชีวก
สรงสนานกายอยู่ จึงสั่งสาวใช้ว่า ไปเถิดแม่ทาสี เจ้าจงไปอารามแล้วแจ้งภัตกาลว่า ถึงเวลาแล้ว ภัตตาหารเสร็จแล้วเจ้าข้า
ครั้นเวลาต่อมา ภิกษุเหล่านั้น ทำตัวให้เย็น มีกายงาม ต่างถือจีวรเข้าไปสู่ที่อยู่ตามเดิม
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเตรียมบาตรจีวร ถึงเวลาภัตตาหารแล้ว
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระพุทธบัญชาว่า เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า
ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก ถือบาตรจีวร เสด็จหายไปในพระเชตวัน มาปรากฏที่ซุ้มประตูบ้านนางวิสาขามิคารมาตา
ดุจบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียดฉะนั้น พระองค์ประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ที่เขาปูลาดถวาย พร้อมด้วยพระสงฆ์
ขณะนั้น นางวิสาขามิคารมาตากล่าวว่า ชาวเราผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริงหนอ ชาวเราผู้เจริญประหลาดจริงหนอ พระตถาคต ชื่อว่ามีฤทธิ์มาก
 มีอานุภาพมาก เพราะเมื่อห้วงน้ำไหลนองไปเพียงเข่าบ้าง เพียงสะเอวบ้าง เท้าหรือจีวรของภิกษุ แม้รูปหนึ่ง ก็ไม่ได้เปียกน้ำ ดังนี้แล้ว
 ร่าเริง เบิกบานใจ อังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยมือของตน
จนพระผู้มีพระภาคผู้เสวยเสร็จแล้ว ทรงนำพระหัตถ์ออกจากบาตรห้ามภัตรแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคว่า


หม่อมฉันทูลขอประทานพร ๘ ประการต่อพระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้าข้า

พระผู้มีพระภาค : ตถาคตเลิกให้พรเสียแล้ว วิสาขา
วิสาขา : หม่อมฉันทูลขอประทานพรที่สมควรและไม่มีโทษ พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาค : จงบอกมาเถิด วิสาขา.
วิสาขา : พระพุทธเจ้าข้า สำหรับพระสงฆ์
หม่อมฉันปรารถนาจะถวายผ้าวัสสิกสาฎก (ผ้าอาบน้ำฝน) จนตลอดชีพ
จะถวายภัตรเพื่อพระอาคันตุกะ (อาหารเพื่อพระภิกษุผู้จรมาใหม่) จนตลอดชีพ
ถวายภัตรเพื่อพระที่เตรียมจะไป (เดินทางไกล) จนตลอดชีพ
จะถวายภัตรเพื่อพระอาพาธ (ป่วย) จนตลอดชีพ
จะถวายภัตรเพื่อพระที่พยาบาลพระอาพาธ จนตลอดชีพ
จะถวายเภสัชสำหรับพระอาพาธ จนตลอดชีพ
จะถวายยาคูประจำ (ข้าวต้มประจำวัน) จนตลอดชีพ
และสำหรับภิกษุณีสงฆ์ หม่อมฉันปรารถนาจะถวายอุทกสาฎก (ผ้านุ่งอาบน้ำ) จนตลอดชีพ
พระผู้มีพระภาค : วิสาขา ก็เธอเห็นอำนาจประโยชน์อะไร จึงขอพร ๘ ประการ ต่อตถาคต
วิสาขา : พระพุทธเจ้าข้า วันนี้หม่อมฉันสั่งทาสีว่า ไปเถิด แม่ทาสี เจ้าจงไปอาราม แล้วบอกภัตรกาลว่า ภัตตาหารเสร็จแล้ว
เจ้าข้า และนางก็ไปวัด ได้เห็นภิกษุทั้งหลายเปลื้องผ้าสรง สนานกายอยู่ เข้าใจผิดคิดว่า ไม่มีภิกษุในอาราม มีแต่พวกอาชีวก
สรงสนานกายอยู่ จึงกลับมาบ้าน แล้วรายงานแก่หม่อมฉันว่า คุณนาย ไม่มีภิกษุในอาราม มีแต่พวกอาชีวกสรงสนานกายอยู่
๑. พระพุทธเจ้าข้า ความเปลือยกายไม่งาม น่าเกลียด น่าชัง หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์นี้ จึงปรารถนาจะถวายผ้าวัสสิกสาฎก
แก่พระสงฆ์ จนตลอดชีพ
๒. อนึ่ง ข้ออื่นยังมีอีก พระพุทธเจ้าข้า พระอาคันตุกะไม่ชำนาญหนทาง ไม่รู้จักที่โคจร ย่อมเที่ยวบิณฑบาตลำบาก
ท่านฉันอาคันตุกภัตรของหม่อมฉัน พอชำนาญหนทาง รู้จักที่โคจร จักเที่ยวบิณฑบาตได้ไม่ลำบาก
หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์นี้ จึงปรารถนาจะถวาย อาคันตุกภัตรแก่พระสงฆ์ จนตลอดชีพ
๓. อนึ่ง ข้ออื่นยังมีอีก พระพุทธเจ้าข้า พระผู้เตรียมตัวจะไปมัวแสวงหาภัตตาหาร เพื่อตนอยู่ จักพลาดจากหมู่เกวียน
หรือจักถึงสถานที่ที่ตนต้องการจะไปอยู่เมื่อพลบค่ำ จักเดินทางลำบาก ท่านฉันคมิกภัตรของหม่อมฉันแล้ว จักไม่พลาด
จากหมู่เกวียน หรือจักถึงสถานที่ ที่ตนต้องการจะไปอยู่ไม่พลบค่ำ จักเดินทางไม่ลำบาก หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์นี้
จึงปรารถนาจะถวายคมิกภัตรแก่พระสงฆ์ จนตลอดชีพ
๔. อนึ่ง ข้ออื่นยังมีอีก พระพุทธเจ้าข้า เมื่อพระอาพาธไม่ได้โภชนาหารที่เป็นสัปปายะอาพาธกำเริบ หรือท่านจักถึงมรณภาพ
 เมื่อท่านฉันคิลานภัตรของหม่อมฉันแล้ว อาพาธจักทุเลา ท่านจักไม่ถึงมรณภาพ หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์นี้
จึงปรารถนาจะถวายคิลานภัตรแก่สงฆ์ จนตลอดชีพ
๕. อนึ่ง ข้ออื่นยังมีอีก พระพุทธเจ้าข้า พระผู้พยาบาลพระอาพาธ มัวแสวงหาภัตตาหารเพื่อตน จักนำภัตตาหารไปถวาย
พระอาพาธจนสาย ตนเองจักอดอาหาร ท่านได้ฉันคิลานุปัฏฐากภัตรของหม่อมฉันแล้ว จักนำภัตตาหารไปถวายพระอาพาธตามเวลา
 ตนเองก็จักไม่อดอาหาร หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์นี้ จึงปรารถนาจะถวายคิลานุปัฏฐากภัตรแก่พระสงฆ์ จนตลอดชีพ
๖. อนึ่ง ข้ออื่นยังมีอีก พระพุทธเจ้าข้า เมื่อพระอาพาธไม่ได้เภสัชที่เป็นสัปปายะอาพาธจักกำเริบ หรือจักถึงมรณภาพ
เมื่อท่านฉันคิลานเภสัชของหม่อมฉันแล้ว อาพาธจักทุเลาท่านจักไม่ถึงมรณภาพ หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์นี้
จึงปรารถนาจะถวายคิลานเภสัชแก่พระสงฆ์ จนตลอดชีพ
๗. อนึ่ง ข้ออื่นยังมีอีก พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงเห็นอานิสงส์ ๑๐ ประการได้ทรงอนุญาตยาคูไว้แล้ว ที่เมืองอันธกวินทะ
 หม่อมฉันเห็นอานิสงส์ตามที่พระองค์ตรัสนั้น จึงปรารถนาจะถวายยาคูประจำแก่สงฆ์ จนตลอดชีพ
๘. พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุณีทั้งหลายเปลือยกายอาบน้ำร่วมท่ากับหญิงแพศยา ณ แม่น้ำอจิรวดีนี้
หญิงแพศยาเหล่านั้นพากันเย้ยหยันภิกษุณีว่า แม่เจ้าเอ๋ย พวกท่านกำลังสาวประพฤติพรหมจรรย์จะได้ประโยชน์อะไร
ควรบริโภคกามมิใช่หรือ ประพฤติพรหมจรรย์ต่อเมื่อแก่เฒ่าอย่างนี้ จักเป็นอันพวกท่านยึดส่วนทั้งสองไว้ได้ ภิกษุณีเหล่านั้น
 ถูกพวกหญิงแพศยาเย้ยหยันอยู่ ได้เป็นผู้เก้อ ความเปลือยกายของมาตุคามไม่งาม น่าเกลียด น่าชัง
หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์นี้ จึงปรารถนาจะถวายผ้าอุทกสาฎก แก่ภิกษุณีสงฆ์จนตลอดชีพ
พระผู้มีพระภาค : วิสาขา ก็เธอเห็นอานิสงส์อะไร จึงขอพร ๘ ประการต่อตถาคต

วิสาขา : พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุทั้งหลายในพระธรรมวินัยนี้ จำพรรษาในทิศทั้งหลายแล้ว จักมาพระนครสาวัตถี
เพื่อเฝ้าพระองค์ แล้วจักทูลถามว่า ภิกษุมีชื่อนี้ถึงมรณภาพแล้ว ท่านมีคติอย่างไร มีภพหน้าอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า
พระองค์จักทรงพยากรณ์ภิกษุนั้นในโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อานาคามิผล หรืออรหัตผล
หม่อมฉันจักเข้าไปหาภิกษุพวกนั้น แล้วเรียนถามว่า
พระคุณเจ้ารูปนั้นเคยมาพระนครสาวัตถีไหมเจ้าข้า ถ้าท่านเหล่านั้นจักตอบแก่หม่อมฉันว่า
ภิกษุ นั้นเคยมาพระนครสาวัตถี หม่อมฉันจักถึงความตกลงใจในการมาของพระคุณเจ้ารูปนั้นว่า

พระคุณเจ้ารูปนั้นคงใช้สอยผ้าวัสสิกศาฎก คงฉันอาคันตุกภัตร คมิกภัตร คิลานภัตร คิลานุปัฏฐากภัตรคิลานเภสัช
 หรือยาคูประจำเป็นแน่ เมื่อหม่อมฉันระลึกถึงกุศลนั้นอยู่ ความปลื้มใจจักบังเกิด เมื่อหม่อมฉันปลื้มใจแล้ว ความอิ่มใจ
จักบังเกิด เมื่อมีใจอิ่มเอิบแล้ว กายจักสงบ เมื่อมีกายสงบแล้ว จักเสวยสุข เมื่อมีความสุข จิตจักตั้งมั่น
จักเป็นอันหม่อมฉันได้อบรมอินทรีย์ อบรมพละ อบรมโพชฌงค์นั้น หม่อมฉันเห็นอานิสงส์นี้
จึงขอประทานพร ๘ ประการต่อพระองค์ พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาค : ดีละ ดีละ วิสาขา ดีแท้ วิสาขา เธอเห็นอานิสงส์นี้ จึงขอพร ๘ ประการ ต่อตถาคต เราอนุญาตพร ๘ ประการ
แก่เธอครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงอนุโมทนานางวิสาขามิคารมาตา ด้วยพระคาถาเหล่านี้ ว่าดังนี้ พระพุทธานุญาตผ้าวัสสิกสาฎกเป็นต้น
ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงอนุโมทนา นางวิสาขามิคารมาตา ด้วยพระคาถาเหล่านี้ แล้ว เสด็จลุกจากที่ประทับกลับไป

ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้าวัสสิกสาฎก อาคันตุกภัตรคมิกภัตร คิลานภัตร คิลานุปัฏฐากภัตร คิลานเภสัช ยาคูประจำ
อนุญาตผ้าอุทกสาฎก สำหรับภิกษุณีสงฆ์

ก็จำเดิมแต่กาลนั้น นางท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ในอัตภาพนี้ ได้เกิดเป็นธิดาของธนญชัยเศรษฐี
ผู้เป็นบุตรแห่งมณฑกเศรษฐี ได้ทำบุญเป็นอันมากในศาสนาของเรา


นางวิสาขามหาอุบาสิกาสิ้นชีวิตอุบัติในสวรรค์นิมมานรดี

ด้วยอานิสงส์ที่นางวิสาขามหาอุบาสิกา และเพื่อนบริวาร ๕๐๐ คนได้ร่วมกัน โดยนางวิสาขาสละเครื่องประดับนั้น
ซึ่งมีราคาถึงเก้าโกฏิเจ็ดพันกหาปนะ สร้างปราสาทหลังใหญ่สมควรเป็นที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า
และเป็นที่อยู่ของภิกษุสงฆ์ ประดับด้วยห้องหนึ่งพันห้อง คือชั้นล่างห้าร้อยห้อง ชั้นบนห้าร้อยห้อง โดยที่ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ
เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างจัดไว้อย่างดี น่าจับใจ งานไม้ที่น่ารื่นรมย์ก็ตกแต่งสำเร็จเป็นอย่างดีงานปูนก็พิถีพิถันทำอย่างดีน่าปลื้มใจ
วิจิตรไปด้วยจิตรกรรมมีมาลากรรมลายดอกไม้ และลดากรรมลายเถาไม้เป็นต้นที่ประดับตกแต่งไว้อย่างงดงาม
และสร้างปราสาทห้องรโหฐานหนึ่งพันปราสาทเป็นบริวารของปราสาทใหญ่นั้น และสร้างกุฎีมณฑปและที่จงกรมเป็นต้น
เป็นบริวารของปราสาทเหล่านั้น ใช้เวลา ๙ เดือนจึงสร้างวิหารเสร็จ เมื่อวิหารสำเร็จเรียบร้อยแล้ว

นางวิสาขาใช้เงินฉลองวิหารถึงเก้าโกฏิกหาปนะ นางพร้อมด้วยหญิงสหายประมาณ ๕๐๐ คนขึ้นปราสาท
ได้เห็นสมบัติของปราสาทนั้น ดีใจกล่าวกะพวกเพื่อนหญิงว่า
เมื่อฉันสร้างปราสาทหลังนี้งามถึงเพียงนี้ ขอเธอทั้งหลายจงอนุโมทนาบุญที่ฉันขวนขวายนั้น ฉันขอให้ส่วนบุญแก่พวกเธอ
เพื่อนหญิงทั้งหมดมีใจเลื่อมใสต่างอนุโมทนาว่า อโห สาธุ อโห สาธุ ดีจริงๆ ดีจริงๆ
บรรดาเพื่อนหญิงเหล่านั้น เพื่อนอุบาสิกาคนหนึ่งได้ใส่ใจถึงการแผ่ส่วนบุญให้นั้นเป็นพิเศษ

ต่อมาไม่นาน นางได้ตายไปบังเกิดในภพดาวดึงส์ ด้วยบุญญานุภาพของนางได้ปรากฏวิมานหลังใหญ่ ยาวกว้างและสูงสิบหกโยชน์
 ประดับประดาด้วยห้องรโหฐาน กำแพงอุทยานและสระโบกขรณีเป็นต้นมิใช่น้อย ล่องลอยอยู่ในอากาศ แผ่รัศมีของตนไปได้ร้อยโยชน์
อัปสรนั้น เมื่อจะเดินก็เดินไปพร้อมกับวิมาน สำหรับมหาอุบาสิกาวิสาขา เพราะมีจาคะไพบูลย์และมีศรัทธสมบูรณ์
จึงบังเกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี ได้ดำรงตำแหน่งอัครมเหสีของท้าวสุนิมมิตเทวราช

ครั้งนั้น ท่านพระอนุรุทธะเที่ยวจาริกไปเทวโลก เห็นเพื่อนหญิงของนางวิสาขานั้นเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
และทราบว่านางวิสาขาบังเกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี ได้ดำรงตำแหน่งอัครมเหสีของท้าวสุนิมมิตเทวราช

ส่วนในที่นี้ ท่านพระอนุรุทธะกลับมนุษยโลกแล้ว ได้กราบทูลเนื้อความที่ตนและเทพธิดาพูดกัน ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำเนื้อความนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทที่ประชุมกัน
พระธรรมเทศนานั้นได้เป็นประโยชน์แก่มหาชน ดังนี้แล

นางวิสาขามหาอุบาสิกาจะนิพพานในเทวโลกในอนาคต


อนึ่ง พระโสดาบันบางองค์ มีอัชฌาสัยในวัฏฏะ เป็นผู้ยินดีในวัฏฏะ ย่อมท่องเที่ยวไปในวัฏฏะบ่อยๆ นั่นเทียว ปรากฏอยู่

ก็ชนเหล่านี้ มีประมาณเท่านี้ คือ

๑. อนาถบิณฑิกเศรษฐี
๒. วิสาขาอุบาสิกา
๓. จูลรถเทวบุตร
๔. มหารถเทวบุตร
๕. อเนกวรรณเทวบุตร
๖. ท้าวสักกเทวราช
๗. นาคทัตตเทวบุตร

ทั้งหมดนี้ มีอัธยาศัยในวัฏฏะ เกิดในเทวโลก ๖ ชั้น ตั้งแต่ต้นชำระจิตให้สะอาดในเทวโลกนั่นแหละ แล้วจึงตั้งอยู่ในพรหมสุทธาวาสในชั้นอกนิฏฐภพ
(เป็นพรหมชั้นสูงสุดในรูปพรหม) จึงจักปรินิพพาน ชนเหล่านี้ไม่ต้องลงมาเกิดเป็นมนุษย์อีกแล้ว

แต่ว่าพึงทราบว่า ในที่นี้พระองค์ทรงถือเอาพระโสดาบัน ที่ชื่อว่า สัตตักขัตตุปรมะ กับโกลังโกละ ด้วยสามารถแห่งภพอันเจือกัน
และ พระโสดาบันผู้บังเกิดในภพของมนุษย์เท่านั้นที่ชื่อว่า เอกพีชี


-----------



โลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นโลหะปราสาทแห่งแรกและแห่งเดียวของสยาม
 และเป็นแห่งที่สามของโลก ซึ่งโลหะปราสาทแห่งแรกอยู่ในประเทศอินเดีย สร้างขึ้นสมัยพุทธกาล โดยนางวิสาขามหาอุบาสิกา
ส่วนโลหะปราสาทหลังที่สองอยู่ในประเทศศรีลังกา สร้างราว พ.ศ. 382 โดยพระเจ้าทุฏฐคามณี
กษัตริย์แห่งกรุงอนุราธปุระ แต่โลหะปราสาทสองหลังแรกก็สูญสลายไปแล้วตามกาลเวลา


ขอเชิญฟังเสียงบรรยาย ที่นี่

แสดงเจตนา
เรื่องและภาพรวบรวมมาจากอินเตอร์เน็ตที่เจ้าของไม่ได้สงวนสิทธิ์ในการเผยแพร่ไว้
ข้าพเจ้าขออนุโมทนาในเจตนากุศลในการเผยแพร่ธรรมทานอย่างบริสุทธิ์ของท่านเหล่านั้น
หากข้อความใดหรือภาพใดมีผู้หวงห้าม ข้าพเจ้าขออภัยและขอบอกกล่าวว่า ไม่มีเจตนาลักขโมยของท่าน
เพียงนำมาเผยแพร่เป็นธรรมทานให้ผู้สนใจทั่วไป และมีเจตนาให้นำไปเผยแพร่ต่อได้
ขอขอบคุณ เรื่องและภาพจากอินเตอร์เน็ต
นายนิคม พวงรัตน์ รวบรวม เรียบเรียง เผยแพร่
-----------------





หมวด: สาระจากพระพุทธศาสนา
»เหตุใดวัดพระแก้วจึงไม่มีพระสงฆ์อยู่
26-10-2017
»ทำไมต้องทำบุญ
05-07-2017
»เจ้าชายสิทธัตถะประสูติแล้ว ดำเนินได้ ๗ ก้าวจริงหรือ
31-05-2017
»เรื่องพระสารีบุตรตอนจะเข้าสู่พระนิพพาน
23-02-2016
»แผนที่ธรรม แสดง 31 ภพ
23-02-2016
»สี่คนหาม สามคนแห่ หนึ่งคนนั่งแคร่ สองคนพาไป คืออะไร
07-12-2015
»"วันนี้วันพระ" วันพระมีความเป็นมาและสำคัญอย่างไร
18-11-2015
»ติรัจฉานวิชา (ว่าด้วยสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่กระทำ)
07-08-2014
»มหาสุทัสสนสูตร : ข้อเตือนใจคนโลภ
29-07-2014
»อานาปานสติ
09-04-2014
»บัว 3 เหล่า
08-04-2014
»คติ และคติภพ คืออะไรและต่างกันอย่างไร
13-12-2014
»พระเกศา_พระโลหิต'_พระสังฆราชกลายเป็นพระธาตุ
13-12-2014
»สวรรค์ 6 ชั้น
13-12-2014
»พระคาถาธารณปริตร
02-10-2013
»หลวงพ่อชาตอบปัญหาธรรม
17-07-2013
»วันมาฆบูชา
11-02-2014
»พุทธชยันตี
10-01-2013
»พระธรรมเทศนาจากหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
05-01-2013
»ช้างปาเลไลยก์
17-01-2013
»พระกุมารกัสสปะ
05-01-2013
»นางจิญจมาณวิกา นางอมิตตา กลับชาติมาเกิด
05-01-2013
»นางวิสาขา มหาอุบาสิกา
03-04-2016
»นางสิริมา หญิงโสเภณีผู้บรรลุโสดาบัน
05-01-2013
»เอาเงินใส่บาตรพระบาปไหม ที่นี่มีคำตอบ
03-04-2016
»โครงการภาพยนตร์ พุทธศาสดา ชาวพุทธควรชมอย่างยิ่ง
05-01-2013
»ไฟล์เสียงวิธีนั่งสมาธิตอนที่1-5 โดยหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
05-01-2013
»พระสุปฏิปฏิปัณโณ หรือพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
04-01-2013
»พระไตรปิฏก ตอนที่ 1(เข้าใจง่าย)
04-01-2013
»พระบรมครู คู่มือครู
04-01-2013
»อนุบุพพิกถา
04-01-2013
»ตักบาตรเทโวโรหนะ
04-01-2013
»คุณหมอผู้สนใจธรรมะ "ธรรมะคือลมหายใจ"
04-01-2013
»พระเจ้าพิมพิสาร
04-01-2013
»พระอานนท์
04-01-2013
»พระมหาโมคคัลลานะ
04-01-2013
»เรื่องเทวดา
04-01-2013
»ถือศีล ห้า ได้กุศลมากกว่าสร้างวิหารทาน จริงหรือ
04-01-2013
»เงื่อนไขการทำบุญให้ทาน
04-01-2013
»การทำบุญด้วยศรัทธา
04-01-2013
»บุญจากการอนุโมทนา
04-01-2013
»พระฉันนนะผู้ว่ายากสอนยาก
04-01-2013
»นางมาคันทิยาผูกอาฆาตพระพุทธเจ้า
04-01-2013
»เกิดใหม่กลัวบาป อุทาหรณ์ การทำบาป
04-01-2013
»พระภัททากัจจานาเถรี
04-01-2013
»นิทานธรรมบท เรื่องพราหมณ์ชื่อจูเฬกสาฎก
04-01-2013
»เมื่อใด บาปให้ผล เมื่อนั้น คนพาล ย่อมประสบทุกข์
04-01-2013
»เมื่อพญานาคอยากเป็นมนุษย์
04-01-2013
»เหตุใดเทวดาจุติ(ตาย)แล้วจึงอยากเกิดเป็นมนุษย์
04-01-2013
»ผลของกรรม
04-01-2013
 
หน้าแรก  เกี่ยวกับเราคุณครู.คอม


คุณครู.คอม ขอแสดงเจตนาว่าทุกข้อความใน เว็บไซต์นี้ให้คัดลอกได้
ไม่จำกัด เพื่อเป็นวิทยาทาน เพื่อการศึกษาเท่านั้น . .

email  kunkroo@gmail.com


kkwebv56   Copyright©2017 kunkroo.com
Development from SMEweb 1.5f By คุณครู.คอม