คุณครู.คอม
.









Online: 5 user(s)

ตั้งแต่ 3 กุมภาพันธ์ 2541



ตรวจสอบแทรคไปรษณีย์ไทย

domain register Admin Only

ทดสอบความเร็วอินเตอร์เน็ต

ตรวจสอบไอพี(IP check for locate)

..
     


    :  เกี่ยวกับเราคุณครู.คอม
หมวด: หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
ฝึกอตีตังสญาณ ในป่าศรีประจันต์ ตอนที่ 1-2
18-03-2014 เข้าชมแล้ว: 4570
ฝึกอตีตังสญาณ ในป่าศรีประจันต์ ตอนที่ ๑
จาก หนังสือ หลวงพ่อธุดงค์




วันนี้  วันที่  9  พฤษภาคม  2533  วันนี้ก็จะคุยกับบรรดาท่านพุทธบริษัทเรื่อง ซ้อมอตีตังสญาณ ที่ป่าศรีประจันต์  ตามเดิม  ขณะอยู่ที่ป่าศรีประจันต์รู้สึกว่ามีความสุขมากเพราะว่าในสถานที่นี้  ลุงวิก็มาสร้างภูเขาให้  สร้างถ้ำให้  มีสนามเดิน  มีสนามหญ้า  มีสวนดอกไม้ มีต้นไม้ใหญ่พุ่มไสว มีเตียงนอน  นุ่มนิ่ม  เตียงเป็นหิน แต่ว่านุ่มนิ่ม  ภายในถ้ำก็มีธารน้ำไหล อากาศก็สบาย มีความสุข  ที่นี่มีความสุขกว่าที่ป่าศรีประจันต์ด้านตะวันออกมาก ฝั่งทิศตะวันออก อยู่กับโคนต้นไม้ แต่ก็มีความสุข

แต่ว่าป่าเวลานั้น บรรดาท่านทั้งหลาย  หากว่าท่านทั้งหลายมีอายุประมาณสัก 60 ปีเศษ ๆ ขึ้นไป  ก็จะเข้าใจถึงป่าในเวลานั้น  ถ้ามีอายุน้อยกว่านั้นจะมีความเข้าใจยาก ทั้งนี้ก็เพราะว่าเวลานั้นมีป่ามาก  ประเทศไทยมีที่ว่างน้อย คนไทยยังน้อยคนไทยมีประมาณ 10 ล้านเศษ ๆ เครื่องจักรเครื่องกลทำลายป่ายังไม่มี  ต้นไม้ต้องใช้เลื่อย เลื่อยบ้าง ใช้ขวานฟันบ้าง กว่าจะตัดออกสักต้นก็แสนยาก  ดินแดนที่ทำมาหากินก็หาง่าย  ถ้าใครต้องการป่าที่ไหนจะทำไร่ไถนา  ก็ไปตัดต้นไม้ตรงโน้นไว้ต้นหนึ่ง มุมนี้ไว้ต้นหนึ่งมุมนี้ไว้ต้นหนึ่ง มุมนี้ไว้ต้นหนึ่งแสดงว่าที่ตรงนี้เป็นที่ของฉัน หลังจากนั้นก็ไปขอใบเหยียบย่ำจากเจ้าหน้าที่ แล้วก็มาค่อย ๆ ถางป่า  ป่ามีมาก ความเย็นก็สูง อากาศตอนเย็น ๆ ประมาณสัก 3 โมงเย็น  ก็เริ่มเย็นมากแล้ว 4 โมงเย็นน้ำค้างตก 5 โมงเย็น  ถ้านั่งข้างนอก จีวรเปียก ป่ามันหนาว และก็มีความเย็นสูงมาก แค่ป่าใกล้ ๆ เป็นป่าสำหรับฝึกธุดงค์ชั้นอุกฤษฏ์ที่หลวงพ่อปานท่านให้ปฏิบัติก็ยังมีความอุดม

สมบูรณ์ด้วยเสือสางนางไม้ เก้ง ละมั่ง กระต่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สุนัขจิ้งจอกและหมาป่าก็ยังมี ที่หายากเข้ามานิด ก็คือ ช้าง ช้างมีเหมือนกัน แต่นาน ๆ จะพบสักทีหนึ่ง

เป็นอันว่า การอยู่ฝั่งทิศตะวันออกของ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ก็อยู่แบบชนิดที่เรียกว่า คนอยู่ป่าใหม่ ๆ เวลาตื่นขึ้นเช้า  กลดที่บังน้ำค้างก็เปียกโชกน้ำไหลโกร๊ก ดีไม่ดี ก็ขึ้นลงข้างล่าง ทีนี้พอลุงวิท่านพามา มาอยู่ที่ถ้ำชั่วคราว ขอเรียกตามท่าน อยู่ที่ถ้ำ และเขาชั่วคราว (มันจะเป็นชั่วคราวหรือเปล่าก็ไม่ทราบ)  ที่นี่มีความสุข  สถานที่เดินก็มีเงื้อมเขาชะโงกมาเป็นหลังคา น้ำค้างตกลงมาก็ไม่ถูก  มีลานสำหรับเดินเล่น มีลานหญ้ามีต้นไม้สวย ๆ มีดอกไม้สวย ๆ และก็ไม่ต้องบำรุง  ไม่ต้องรดน้ำ ไม่ต้องทำอะไรทั้งหมด สวยจริง ๆ กลางคืนเสียงจักจั่นเรไรร้อง  เสียงไพเราะ นาน ๆ จะได้ยินเสียงเสือร้องสักครั้งหนึ่ง เสือร้องกลางคืนเสียงครืด ๆ ๆ ไม่ใช่ปี๊บ ๆ ๆ ก็มีความสุขอยู่กันอย่างสบาย

แต่การอยู่ธุดงค์ต้องระมัดระวัง นั่นก็คือว่าการที่จะต้องอดข้าวกินจะต้องระวังทางด้านจิตใจ ไม่ให้นิวรณ์กวนใจ ขึ้นชื่อว่า  นิวรณ์  บรรดาท่านพุทธบริษัท  มันต้องกวนตลอดเวลา คำว่า นิวรณ์  เดี๋ยวท่านจะไม่ทราบว่าอะไร  บางท่านไม่ทราบ คำว่า  นิวรณ์  เป็นภาษาบาลีตามพระไตรปิฏกท่านแปลว่า เป็นกิเลสหยาบที่ทำปัญญาให้ถอยหลัง นั่นก็หมายความว่าคนใดถ้านิวรณ์รบกวนใจ  ประจำใจอยู่ เวลานั้นเป็นคนไร้ปัญญา  นิวรณ์ 5 ประการก็คือ

1. ความรักในระหว่างเพศ  ขอเจาะเอาสั้น ๆ คือ รักรูปสวย  เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ  ก็ขอบอกสั้น ๆ ว่า ความรักระหว่างเพศ รักแก้ว ถ้วยโถโอชามสร้อยถนิมพิมพา ก็รักแค่นั้นแหละ ความรุ่มร้อนมันมีน้อย ถ้าเกิดรักคนสวยขึ้นมานี่ ความเร่าร้อนมันมีมาก เลยถือใช้คำนี้เป็นคำสำคัญ และก็

2. อารมณ์ไม่พอใจ  จะต้องมีอารมณ์แช่มชื่นอยู่เสมอ

3. ความง่วงในขณะที่ปฏิบัติความดี

4. อารมณ์ฟุ้งซ่านนอกรีตนอกรอย  สร้างวิมานในอากาศ

5. สงสัยในความดีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  และกฏของกรรม

รวมความว่า  ทั้ง 5 อย่างนี้ จะต้องไม่ให้เป็นเจ้าหัวใจ  มันมีได้ แต่ทว่า  มันก็ต้องมีไม่ใช่ไม่มี แต่มันมีขึ้นเดี๋ยวเดียว ต้องรีบตกลงไป

ถ้า  กามฉันทะ  เกิดขึ้น  ก็ใช้  ภายคตานุสสติ  กับอสุภกรรมฐาน  เข้าหักล้าง

ถ้า  ความโกรธ  ความพยาบาท  เกิดขึ้น ใช้  พรหมวิหาร 4  เข้าหักล้าง

ถ้า  ความง่วง  เกิดขึ้น  เอาน้ำล้างหน้า  หักล้าง

ถ้า  ความฟุ้งซ่าน  เกิดขึ้นจับ  อานาปานสติ  หักล้าง

ถ้า  ความสงสัยเกิดขึ้น  ใช้ ปัญญา  ใคร่ครวญความเป็นจริง  ถึงความ มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น  ความแก่  ความเก่า  ในท่ามกลาง  การเปลี่ยนแปลงในท่ามกลางการแตกสลายในที่สุด

ค่อย ๆ  ทำมันไปตามนี้เบา ๆ ไม่ต้องเรียนมาก เวลาที่เข้าป่าเพิ่งได้นักธรรมตรี กำลังจะเรียนนักธรรมโท และเวลาว่างก็อ่านแบบนักธรรมโทไปด้วย หนังสืออธิบายด้วย ถ้าหากว่าไม่เข้าใจตอนไหนก็ขีด ๆ เส้นใต้ ไว้ถามพระท่านต่อไป พระท่านอธิบายเข้าใจง่าย ๆ ไม่ยากเหมือนครูสอน

ต่อมาวันหนึ่งก็มานั่งหารือกันว่า บรรดาพวกเราทั้งหลายก่อนที่จะมาอยู่ที่นี่ขณะที่เราฝึกอยู่ที่ป่าช้าวัดบางนมโค  ตอนนั้นหลวงพ่อปานสั่งอะไรไว้เป็นสำคัญ  สิ่งที่สั่งไว้เป็นสำคัญก็คือ อตีตังสญาณ  รู้เหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาแล้ว  อย่างที่ป่าช้าวัดบางนมโคมีอะไรบ้างต้องเขียนแต่ละสมัย ไปรายงานให้หลวงพ่อปานทราบ  เวลาที่เราไปเที่ยว วัดบางปลาหมอก็กลับมาเขียนรายงานให้ทราบว่า ในอดีตมีอะไรบ้าง ไปเที่ยววัดหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอกก็ต้องรายงานให้ทราบ  ไปเที่ยววัดสามกอ  ก็ต้องรายงานให้ทราบ  อย่างนี้เป็นต้น

ทีนี้ก่อนจะมา  หลวงพ่อปานสั่งว่า เธอจะไปที่ไหนก็ตามไปพักที่ไหนก็ตามต้องรู้อดีตของที่นั่น แต่ทว่าความสำคัญที่พวกเรารู้  บางทีหลวงพ่อปานก็ขีด ๆ ว่า ถูก  บางทีก็บอกว่าถูก  แต่ไม่ครบถ้วน  บางทีก็บอกว่า ถูก  แต่ว่าผิดสมัย  สมัยที่น่าจะรู้มากกว่านี้ ทำไมจึงไม่รู้ก็รวมความว่าเรารู้ไม่จริง ความรู้จริงต้องอาศัยตามที่ อาจารย์ทองบอก อาจารย์ทองบอกว่าการรู้ด้วยกำลังของฌาน 4  ยังมีอุปาทานกินมาก  ถ้าจะรู้จริง ๆ ไม่พลาด ต้องอาศัยถามองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเอง คือ ถามพระพุทธเจ้าเอง

ที่นี้  สมัยที่อยู่ฝั่งทิศตะวันออกของแม่น้ำศรีประจันต์  ใกล้อำเภอผักไห่  เราไม่มีเวลาจะทำกลางวันก็แย่  กลางคืนก็เครียดจากความหนาว เวลานี้เรามีความสุขสบายแล้วในเรื่องการรู้เรื่องราวสถานที่ต่าง ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องนั่งตรงนั้นทั้งทั่วประเทศ หรือทั่วโลก เราอยากจะรู้อะไรที่ไหน เราก็สามารถรู้ได้ แต่ว่าพวกเราจะรู้กันอย่างไร เอามาสอบกันดีไหมต่างคนต่างใช้อตีตังสญาณ  แล้วมาสอบกัน เพื่อนทั้ง 2 ก็ค้าน

ท่านลิงขาวบอกว่า ทำอย่างนั้นได้ แต่ว่าอุปาทานมันจะกินมาก ยิ่งเรามีความสนใจมาก อุปาทานก็กินมาก  และอีกประการที่ 2 เราไม่มีเครื่องสอบสวน เอากันอย่างนี้ดีกว่าทางที่ดี  ถามตรงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  จะเป็นการรบกวนท่านเกินไปไหม ความจริงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้ไม่น่าจะกวนพระพุทธเจ้า

ท่านอีกองค์หนึ่ง ท่านลิงเล็กก็บอกว่า เป็นความจริง เรื่องอย่างนี้ไม่น่าจะกวนก็คิดว่าอย่างน้อยที่สุด ท่านเจ้าของที่ คือ ภุมเทวดาท่านต้องรู้ ภุมเทวดาไม่ใช่ว่าจะมีขอบเขต และมีร่างกายเป็นทิพย์ มีใจเป็นทิพย์ มีอารมณ์เป็นทิพย์ มีตาเป็นทิพย์ มีหูเป็นทิพย์  ทิพย์ทั้งหมด ถ้าหากว่าภุมเทวดาท่านบอกว่า  ความรู้ท่านแคบไป  เราเอาแค่ท่านรู้  หลังจากนั้นก็ถามรุกขเทวดา  รุกขนางฟ้า  ถ้ารุกขเทวดา  รุกขานางฟ้า  ท่านบอกเราแคบเกินไป  เราก็ถามอากาสเทวดา ต่อไปดีไหม  ทุกองค์ก็เห็นพร้อมใจกันบอก  ดี

ทีนี้เราจะรู้อะไรก่อน เพื่อนก็บอกว่า เวลานี้เรามาอยู่ใกล้ดอนเจดีย์  ดอนเจดีย์เป็นสถานที่ไม่ทราบว่าประวัติศาสตร์เขาเขียนกันว่าอย่างไร  จริง ๆ แล้วมีความเข้าใจว่า ฝังศพพระมหาอุปราช  เขาว่าอย่างนั้น  ทีนี้เราก็ไม่แน่ใจว่า  คนเขียนเขาจะเขียนถูก  หรือเขียนผิดหรือเราจะรู้ถูกรู้ผิด  เราก็ไม่ทราบ  เราจะถามใคร  ทั้ง 2 องค์ก็นิ่ง

เมื่อนิ่งแล้วก็เสียงดังคล้าย ๆ หินโยนตึ๊กข้างหลัง  เหลียวไปดู  เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งแต่งตัวสวย  เขาใช้ชุดทรงสีขาวนุ่งผ้าพื้น  ใส่รองเท้าเชิงงอน  ใส่เสื้อเรียบ ๆ มีเครื่องผูกหัวน่ะ ผูกผมนิดหน่อย เป็นผู้ชาย เดินมาแล้วก็ยกมือไหว้ถามว่า ท่านคุยกันเรื่องอะไรครับ ก็ถามว่าคุณมาจากไหน ท่านก็ตอบตรงไปตรงมาว่าผมเป็นภุมเทวดาที่นี่ครับ ท่านวิ (ลุงวิ)  สั่งผมไว้ว่าท่านมีธุระอะไร  ถ้าไม่เกินวิสัยของผม ให้ผมบอก ถ้าเกินวิสัยของผม  ให้ถามรุกขเทวดาต่อ  ถ้ารุกขเทวดาตอบไม่ได้  ถามอากาสเทวดาชั้นจาตุมหาราช  ถ้าเกินวิสัยจากท่านนั้นก็ให้ถามตรงท่านวิเลย  สำหรับท่านวิอะไร ๆ ก็รู้หมด

เลยถามว่า  ท่านเป็นภุมเทวดาอยู่ที่นี่นานไหม  ท่านงบอกว่า ถ้าจะนับอายุมนุษย์ก็ประมาณ 300 ปีเศษแล้ว ก็ถามว่า ถ้านับอายุเทวดาจะเท่าไร  ท่านบอกว่าใช้ 50 หารสิครับ 50 ปีของมนุษย์เป็น 1 วันของผม 300 ปีนี่มันกี่วัน 6 วันเท่านั้นเอง ก็ถาม  ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีเวลาหลับเวลานอน ท่านบอก เทวดาไม่มีความจำเป็นต้องนอน เทวดาไม่มีความจำเป็นต้องหลับ คำว่า  เหนื่อยของเทวดา ไม่มี เพราะเทวดาไม่มีขันธ์ 5

เลยถามท่านว่า  ถ้าอย่างนั้นที่ดอนเจดีย์นี่อยากจะทราบว่า  เขาฝังศพพระมหาอุปราชใช่ไหม  ท่านบอกว่า  ไม่มีใครเขาเอาข้าศึกมาบูชาหรอกครับ (แหม..ท่านตอบน่ารัก) พระมหาอุปราชกษัตริย์ของพม่าเวลานั้นเป็นศัตรูกับคนไทย  ยกทัพมาย่ำยี่ ไทยอาศัย  พระนเรศวร  กับพระเอกาทศรถ  ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีบุญญาธิการมาก  จึงเข้าชนช้างกัน  ในที่สุด ก็ฟันพระมหาอุปราชตาย และพระเอกาทศรถก็ฆ่านายทหารของเขาตายพร้อมกัน ทีนี้ ศพคนเลว ๆ แบบนี้  ไม่มีใครบูชา  ก็เลยถามว่า  ถ้าอย่างนั้นเขาฝังอะไรไว้ล่ะ  ท่านบอก  เขาฝังเครื่องสาตราวุธที่มีอยู่บนหลังช้างทั้งหมด  ก็ถามว่า  ช้างไม่วิ่งหนีหรือ ท่านตอบ  ช้างมันวิ่งหนีไม่ได้เพราะควาญช้างก็ถูกฆ่าตายเช่นเดียวกัน จับช้างได้จึงเอากูบช้างลงมา  อาวุธทั้งหมดในนั้นมีครบ  ถอดเครื่องกษัตริย์วางไว้  แล้วก็นำมาขุดหลุมฝังที่ตรงนี้  แล้วทำเจดีย์ครอบ ก่อนที่จะฝัง  เขาทำพิธีกรรมเหยียบย่ำกันอย่างหนัก เรียกว่า สาปให้พม่าฉิบหายขายตนไปเลย  เมื่อถามท่านต่อมาว่า การเหยียบย่ำใครเหยียบ ก็บอกว่า พราหมณ์หรือเจ้าพิธีกรรมเป็นคนเหยียบ ไม่ใช่พระนเรศวรเป็นคนเหยียบ  และตอนทำพิธีกรรมเหยียบย่ำแล้ว  เขาทำอ่างเก็บไว้  เวลานี้ของทั้งหลายเหล่านั้นยังอยู่ดี  เขาทำเป็นอ่างเก็บดีเรียบร้อย ไม่มีสนิม และก็ปิดสนิท

หลังจากนั้นก็ทำเจดีย์  เมื่อทำเจดีย์เสร็จ  ก็นิมนต์พระมาสวด  พระมาทำพิธีกรรมพระแก่ที่เป็นหัวหน้าที่สุดเป็น  อรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ  เวลานั้นมีพระอรหันต์มาร่วมจริง ๆ 6 องค์  นอกจากนั้นก็เป็นพระอันดับต่ำลงมา  พระทรงฌานโลกีย์  แล้วก็ถามท่านต่อไปแล้วอย่างไรต่อไป  ท่านก็บอกว่า  ถามเท่านี้  ตอบเท่านี้ แล้วจะเอาอย่างไรอีกล่ะ

ก็ถามต่อไปว่า ถ้าอย่างนั้นคำสาปของพระอรหันต์จะมีผลขนาดไหน  ท่านตอบว่าคำสาปของพระอรหันต์ ท่านลุงวิบอกแล้ว บอกว่า ประเทศไทย ก็เป็นประเทศไทย ไม่เป็นประเทศราช ไม่เป็นขี้ข้าของพม่าต่อไป แต่พม่ายังจะมีการรุกรานประเทศไทยต่อไปอีก ตามกฎของกรรมของคนไทย และก็เป็นกรรมของทหารพม่า ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าทหารพม่า เจ้านายยกทัพมา มันก็ต้องตายกัน พลัดลูกพลัดเมีย พลัดพ่อพลัดแม่ ผู้หญิงเป็นหม้ายไปตาม ๆ กัน ก็รวมความว่า สงครามไม่มีอะไรดี สงครามมีแต่ความโหดร้าย แล้วต่อไปประเทศไทยก็ต้องย้ายไปที่ บางกอก คือฝั่งธนบุรี หลังจากนั้นจะต้องอยู่ฝั่ง กรุงเทพ คือ ฝั่งบางกอกใหญ่

แล้วก็ถามท่านบอกว่า เวลานี้ก็อยู่ที่กรุงเทพแล้ว ก็อยากจะทราบจริง ๆ เอากันจริง ๆ นะว่า พระนเรศวรมหาราชทรงสวรรคตขณะที่จะยกทัพไปตีพม่า  กำลังใจของท่านเวลานั้นมีกำลังใจอย่างเดียว คือ ฆ่า หรือจับ ยึดประเทศชาติให้ได้ ทำลายพม่าให้ได้ กำลังใจเต็มอารมณ์ของความบาป อยากจะทราบว่า พระนเรศวรตกนรกหรือเปล่า ท่านภุมเทวดาท่านก็บอกว่าไม่ตกนรกครับ เลยถามท่านบอกว่า ขนาดที่บาปยกทัพจะไปรบกันน่ะ มีแต่อาวุธ ทั้งกำลังใจตั้งใจจะห้ำหั่นกัน ท่านภุมเทวดาท่านก็บอกว่า ความจริงการยกทัพไปรบก็มีอารมณ์ 2 อย่าง

1. อยากจะห้ำหั่นข้าศึก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องการมากอย่างยิ่ง คือ ยึดพื้นที่

และประการที่ 2  มีความต้องการ ให้บุคคลภายหลังในประเทศของเรา อยู่ร่มเย็นเป็นสุขด้วยความเมตตาปรานี  จะได้ไม่ถูกบรรดาพม่าทั้งหลายรบกวนต่อไป กำลังใจเป็นทั้งบุญ และบาป

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักรบทุกคนที่ไปรบนั้นหรือเวลาอื่นก็ตาม ทุกคนตื่นขึ้นเช้าเป็นนักบุญหมด พอเทวดาบอกอย่างนั้น ก็ตกใจว่า นักรบเป็นนักบุญหมด ถาม นักรบเป็นนักบุญอย่างไร ท่านก็ตอบว่า นักรบทุกคน ตื่นขึ้นมาแล้ว นึกถึงพระอันดับแรก พระที่ห้อยอยู่ที่คอ ความจริงนะ พระจริง ๆ ไปรบมากกว่าคนไปรบ คน 30 คน มีพระเกิน 100 องค์ที่ร่วมรบ

เป็นอันว่า นักรบทุกคนเวลาตื่นขึ้นเช้าไม่อยากตาย ปลุกพระ อาราธนาบารมีพระให้ช่วย  คำว่า พระที่ห้อยคอ นี่หมายถึง พระพุทธเจ้า และก็หมายถึง พระสงฆ์ผู้ทำพระ เขานึกถึงพระที่ห้อยคอแล้ว เขาก็ปลุกด้วยคาถาตามที่เขาเรียนมา เป็นการอาราธนาบารมีของความปลอดภัยของตัว เขาเป็นนักบุญทุกวัน ในเมื่อเขาเป็นนักบุญอย่างนี้ ถ้าถูกฆ่าตายในขณะที่จิตใจนึกถึงพระ แทนที่เขาจะไปนรก เขาไปสวรรค์ทันที เพราะใจนึกถึงพระ (เอาเข้านั่น)  และพระนเรศวรมหาราชก็เช่นเดียวกัน พระองค์ไม่ได้นึกถึงพระเฉพาะป้องกันพระองค์เอง นึกถึงพระให้ป้องกันทหารในกองทัพทั้งหมด  นึกว่าขอให้ชนะข้าศึก เพื่อให้คนไทยทั้งหมดมีความสุข เมตตาสูงมาก ฉะนั้น พระนเรศวรมหาราชท่านจึงไม่ลงนรก

เมื่อฟังไปแล้วก็คิดว่า เอ๊ะ...นี่เราได้ความรู้จากเทวดา เราคิดกันมานานแล้วว่า ถ้านักรบต้องตกนรก นี่ไม่ใช่เสียแล้ว เทวดาพูด เราต้องเชื่อ ถ้าใครจะไม่เชื่อ ก็เชิญไปซักเทวดาที่ศรีประจันต์ก็แล้วกัน  ข้าง ๆ กับดอนเจดีย์ เลยถามไปนิดว่า ขอต่ออีกหน่อยได้ไหม ท่านถามว่า ต่ออะไร อยากจะถามว่า พระนเรศวรมหาราชทรงสวรรคตแล้ว ไปอยู่สวรรค์ชั้นไหน ท่านตอบทันทีเลยว่า นักรบไปอยู่ชั้นจาตุมหาราชเป็นนายของพวกผม ถามว่า เวลานี้พระนเรศวรมหาราชอยู่ทิศไหน ท่านบอกว่า เวลานี้พระนเรศวรมหาราชอยู่ทิศตะวันออกของประเทศไทย คำว่า ตะวันออก นี่หมายถึง ประเทศไหน หรือแหล่งไหน ท่านบอก ไม่ใช่

เวลานี้พระนเรศวรมหาราชเกิดเป็นคนแล้ว และอยู่ในประเทศด้านทิศตะวันออกของประเทศไทย จึงถามว่าท่านบอกว่า พระนเรศวรมหาราชเป็นคนไทย หรือเป็นคนแขก หรือเป็นคนลาว หรือเป็นฝรั่ง ท่านบอกว่า เป็นคนไทยที่เกิดในเมืองฝรั่ง และในกาลต่อไปข้างหน้าวาระเข้ามาถึง พระนเรศวรมหาราชจะเข้ามาครองประเทศไทยในฐานะเป็น พระมหากษัตริย์

บรรดาท่านพุทธบริษัทอ่านเรื่องนี้แล้ว ทิ้งไว้ก่อนนะอย่าเชื่อนะอย่างไปเชื่อ ถ้าจะเชื่อก็ถามท่านผู้รู้จริง ๆ อันนี้เป็นการฟังจากภุมเทวดา ถามว่า เป็นกษัตริย์จะเป็นกษัตริย์นักรบไหม ท่านบอกว่า ขึ้นชื่อว่า พระนเรศวร เกิดชาติไหน รบชาตินั้น  แต่การรบตอนหลังพระนเรศวรจะไม่มีเวลาพักผ่อน ตั้งแต่เริ่มต้นเป็นกษัตริย์ก็จะรบเรื่อยไป จนกระทั่งยันวันตายเลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้น คนไทยทั้งชาติไม่ต้องทำมาหากินกันละ ก็รบกันอย่างเดียว ภุมเทวดาท่านบอกว่า ไม่ใช่ คนไทยทั้งชาติตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากิน แต่พระนเรศวรมหาราชจะตั้งหน้าตั้งตารบ ถามว่า รบองค์เดียวหรือ ท่านบอกว่า มีคู่หูรบ ถามว่า รบกับอะไร รบกับใคร รบอย่างไร ท่านบอกว่า รบกับความยากจนของคนทั้งชาติ นั่นคือ พระนเรศวรมหาราชมีพระเมตตากรุณากับคนไทยมามาก

ในกาลก่อนที่ต้องการรบ ก็เพราะว่า ต้องการให้บรรดาประชาชนมีความสุข ถ้าพม่ารบกวนอย่างนั้น คนไทยจะมีความสุขไม่ได้ จะตั้งตัวไม่ได้ ก็มีความจำเป็นต้องรบ เสี่ยงชีวิตแม้ต้องปีนค่าย เอาปากคาบดาบ เอามือยึดค่าย เท้าปีนค่ายก็เอาขึ้นไปฟันกับข้าศึก ถ้าพลาดพลั้งมันก็ต้องตาย เสียสละชีวิตของพระองค์ เพื่อคนไทยทั้งชาติขนาดนี้ และสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นนิสัย ขึ้นชื่อว่า นิสัย นี่ละไม่ได้ ดู พระสารีบุตร เคยเป็นลิงเหมือนกัน นิสัยลิงต้องโดด เมื่อถึงลำคลอง ลำรางพอจะข้ามได้ก็ไม่ข้าม กระโดด จนกระทั่งพระบวชใหม่สงสัย องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงบอกว่า กิเลส ละได้ แต่นิสัย ละไม่ได้ ขนาดเป็น อัครสาวก

ทีนี้สำหรับ พระนเรศวรมหาราชเป็นนักรบ เป็นนิสัย เกิดชาติไหน ก็ต้องรบชาตินั้น ในเมื่อเกิดชาติตอนหลังขึ้นมา โอกาสที่จะรบอย่างนั้นมันไม่มี เพราะว่า มีแม่ทัพ มีนายกอง มีรัฐบาลควบคุมงานการบริหาร รัฐบาลควบคุม พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ก็ต้องวางแผนรบกับความยากจนของบรรดาประชาชนชาวไทย ถามท่านว่า อีกกี่ปี จะถึงวาระที่พระนเรศวรมหาราชมาครองประเทศไทย ท่านบอกว่า หากว่าท่านอยู่ไปไม่ตาย ไม่นานนักท่านก็มาครองประเทศไทยแน่ เวลาที่ถาม เป็นสมัยของรัชกาลที่ 8



ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย  วันนี้ก็ยังเป็น  วันที่  9  พฤษภาคม 2533  ก็เป็นอันว่าเมื่อท่านภุมเทวดาท่านเล่าให้ฟัง  ต่างคนต่างก็บันทึก  ก็บอกท่านก่อน  บอกว่าอย่าเพิ่งไปไหนนะ  อยู่ด้วยกันก่อน ท่านบอก ไม่ไปหรอกครับ  ผมมีหน้าที่เฝ้าพวกท่านอยู่ตามหน้าที่  เวลานี้หน้าที่อย่างอื่น องค์อื่นทำแทน และภุมเทวดามีด้วยกันหลายองค์ ที่นี่ผมมีหน้าที่คอยดูแลรักษาท่านโดยเฉพาะ ท่านมีอะไรก็เรียกใช้ได้เลยขอรับ รู้สึกว่าเทวดาท่านใจดี ก็พากันบันทึก

เมื่อบันทึกเสร็จก็ถามท่านบอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน วาจาของท่านซึ่งเป็นเทวดาย่อมเป็นวาจาจริง ก็มีโลกเดียวโลกมนุษย์ ที่พูดจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง ทีนี้ก็อยากจะทราบว่าของที่ท่านพูดทั้งหมด  จะมีอะไรตามความเป็นจริงบ้างขนาดไหน จะพิสูจน์กันได้อย่างไรมีอะไรเป็นสัญลักษณ์ ท่านบอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน วันพรุ่งนี้ท่านไปที่นั่นเวลาท่านจะไปท่านก็บอกผม ผมจะพาไป จะไห้ชี้จุดหลักเขต กำหนดเขตที่เขาจะทำเจดีย์กัน มันยังมีหมุดอยู่ หมุดเขตนี่เป็นหิน ปักอยู่ 4 ทิศ  แต่ทว่าเวลานี้ดินกลบไปหมดแล้ว ผมจะชี้ให้ท่านดู และจะช่วยท่านขุดคุ้ยขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ว่า  ที่นี่เป็นสถานที่ฝังอาวุธยุทโธปกรณ์และกูบช้าง  ตลอดจนเครื่องกษัตริย์จริง ๆ และก็ที่หินตรงนั้นจะมีภาษาเขียนเป็นภาษาพิเศษ เป็นศัพท์ย่อ แช่งไว้ด้วย ก็ถามว่า คำแช่ง เป็นคำแช่งของใคร  ท่านบอก เป็นคำแช่งของคณาจารย์ ไม่ใช่พระอรหันต์ พระอรหันต์มีหน้าที่เพียงพยากรณ์อย่างเดียว ไม่แช่งใคร

หลังจากนั้นก็ไปดูกัน ต้นไม้มันก็รก หญ้ามันก็รก เทวดาท่านก็แหวก ความจริงไม่ใช่ใช้มือแหวก อย่าไปนั่งนึกว่า  เทวดาใช้มืออย่างคนนะ  นี่แค่ภุมเทวดาท่านก็ดีกว่าเราเยอะ ท่านบอก ตรงนี้ครับ หญ้าแหวกหายไป ดินแหวกหายไป เห็นหลักชัยชนะตระหง่าน ใหญ่โตมากกว้างประมาณ 4 ฟุต ยางก็ประมาณ 4 ฟุต เขียนเป็นอักษรขอมจารึกไว้ แล้วก็มีเหมือนกันทั้ง 4 ด้าน ดูครบ 4 ด้าน เมื่อเดินกลับมาใหม่ต้นหญ้ากับดินมันก็มีเหมือนเดิม แต่ความจริงที่เห็นไม่ใช่แหวกต้นหญ้าไม่ใช่รื้อดิน แต่อำนาจของเทวดาทำให้เราเห็น เวลานี้เสาหินที่ว่าเป็นเขตนี่ยังอยู่ข้างนอกเขตบริเวณรั้ว  หากว่าใครจะพิสูจน์ก็ลองเอาแทรกเตอร์ไปไถดูก็แล้วกันมันก็จะลึกประมาณสัก 1 เมตร  แต่ว่าถ้าไม่พบ ก็อย่ามาด่ากันก็แล้วกันนะ ต้องบอกเทวดากันเสียก่อน

หลังจากนั้นก็มาคุยกันต่อไปว่า  นี่ฉันมานานแล้ว  ไม่ได้ทำรายงานส่งหลวงพ่อปาน กลับไปคงถูกดุ ท่านภุมเทวดาก็บอกว่า  หลวงพ่อปานท่านไม่ดุหรอก ท่านรู้เพราะว่าพวกท่านมีความหนักใจและมีความทุกข์ในสถานที่อยู่  จะบันทึกกลางวันเวลาบันทึกก็น้อย กลางคืนก็นอนน้อย อากาศก็เย็นจัด ฉะนั้น ท่านท้าวโกสีย์สักกเทวราชจึงมีบัญชาให้ท่านวิษณุกรรมเทพบุตร มาสร้างภูเขาชั่วคราว แล้วก็สร้างถ้ำชั่วคราว สร้างสถานที่ชั่วคราวให้อยู่

ท่านภุมเทวดาท่านก็ถามว่า  ท่านจะอยู่ที่นี่นานไหม ก็เรียนให้ท่านทราบว่า จะกลับก่อนเข้าพรรษาสักหนึ่งวันพระ อย่างช้าก็เป็นวันพระขึ้น 8 ค่ำเดือน 8 จะกลับ จะอยู่ที่นี่ให้นาน ท่านบอกว่า  ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว  ก็เลยถามท่านบอกว่า  สถานที่ตรงนี้  ที่ภูเขาตั้งนี้  เดิมทีมีอะไรเป็นสำคัญบ้าง    เคยมีบ้านมีเมืองไหม  ท่านก็บอกว่า  สมัยก่อนบ้านเมืองมันมีเยอะตรงนี้ก็เป็นวังของพระมหากษัตริย์  เวลานั้นมันเป็นเมืองเล็ก ๆ เป็นหย่อม ๆ คือ เป็นหัวหน้าคนนั่นเอง เป็น พ่อบ้าน เมืองก็ไม่ใหญ่นัก ขนาดใหญ่โตจริง ๆ ก็เท่าเขตอำเภอ  และมีกำลังในกองทัพก็ประมาณ 4-500 คน  ต้องมีกองทัพกันคนอื่นเข้ามารุกราน และก็สถานที่นี้มีความเจริญรุ่งเรือง  ท่านก็ชี้ไปภูเขาลูกหนึ่งว่า  ภูเขาลูกนั้น  เป็นคลังเก็บทรัพย์สมบัติของกษัตริย์ในสมัยนั้น  ก็ถามว่าเวลานี้มีถ้ำเป็นที่เข้าไปไหม  ท่านบอกว่า ถ้าจะเข้าตามทางที่มนุษย์เข้าจริง มันเข้ายาก แต่ว่าถ้าจะเข้าไปอย่างผมเข้า  มันก็เข้าไม่ยาก ท่านจะไปไหมล่ะ ก็บอกว่า ไป ท่านบอกว่า ไปละก็ต้องทิ้งกายไว้ตรงนี้นะ กายนอก ไอ้กระสอบข้างนอก ทิ้งไว้ตรงนี้  เอากายในที่เหมือนกายผมนี่ไปด้วยกัน  ไปที่ไหนก็ไปได้ ก็เลยตกลงใจบอก  เอ้า..ถ้าอย่างนั้นไปด้วยกัน

เมื่อตัดสินใจว่าไป ก็ออกจากกายนอก เหลือแต่กายในไปด้วยกัน กายในของเราก็สวยไม่แพ้ภุมเทวดา เดินไปด้วยกัน  เดินไปแป๊บเดียวก็ถึง  พอไปถึงก็ต้องตกใจ หน้าถ้ำมีหินปิด ปิดหลายชั้น  และก็สูงมาก  ยาวมาก  เข้าไปข้างใน  กลายเป็นถ้ำใหญ่  มีความยาวเหยียดหลายเส้น และมีความกว้างพอสมควร  ข้างในก็ไปเจอะ เทวดาชั้นจาตุมหาราช 4 องค์

พอเข้าไปข้างใน ท่านก็ยกมือไหว้ บอก อ้าว..เพื่อนเก่ามาแล้วหรือ ก็เลยตกใจถามว่าฉันเป็นเพื่อนกับท่านหรือ ท่านบอก แหม.. ท่านนี่มันลืมง่าย เป็นคนเกิดง่าย ตายง่าย เดี๋ยวเกิด เดี๋ยวตายเดี๋ยวเกิด เกิดไม่รู้กี่ครั้งตายไม่รู้กี่ครั้ง สมัยที่ท่านอยู่กับผมนี่ ก็อยู่แถวนี้แต่บริเวณเขตนี้ ก็เป็นที่อารักขาของพวกเรา  ท่านก็เป็นเจ้าของอารักขา  แต่เวลานี้ไปแล้วก็ลืม  ทำลืมเรื่องก็บอกว่าไม่ทำลืมหรอก มันลืมจริง ๆ ก็ถามว่า ที่นี่มีอะไรบ้าง  ท่านก็มองปราดไป ไอ้ตาข้างในนี่มันดีกว่าตาข้างนอกเยอะ ถ้าจะว่ากันจริง ๆ ก็คือ กายทิพย์ ตามันก็ทิพย์เห็นหมด ทองเหลืองอร่าม  ทองแท่งใหญ่ ทองแท่งเล็ก มันจะยาวจริง ๆ ประมาณสัก 500 เมตร  ตั้งเป็นทิวแถว ต่อมาก็เป็นทองรูปพรรณ เป็นเพชรนิลจินดา เป็นเงินเบี้ยที่เขาใช้กันบ้าง เป็นแท่งทองแท่งเงินบ้าง ที่เขาใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน ก็ถามว่าท่านเทวดาชั้นจาตุมหาราชว่าไอ้ของทั้งหลายเหล่านี้  มันมาอยู่ได้อย่างไร  ท่านก็บอกว่า กษัตริย์สมัยนั้นเขาเก็บที่นี่เป็นการเก็บหลบข้าศึก  แต่มีทางช่องเข้าต่างหาก  ท่านก็ทำให้ดูช่อง  ไอ้ช่องนั้นก็เป็นช่องลดเลี้ยวเคี้ยวคด เดินยาวมากกว่าจะออกปากทางได้ เป็นสถานที่ลี้ลับป้องกันไม่ให้ข้าศึกรู้และก็เวลาจะใช้ ก็นำมาใช้มีคนรู้เฉพาะ  ไม่รู้มาก คือเป็นเจ้าหน้าที่เป็นชั้น ๆ ไม่ใช่รู้ทั้งหมดก็ไม่ต้องอธิบาย

เป็นอันว่า ชมดีแล้ว ก็นึกเชื่อภุมเทวดานี่ท่านเก่งจริง ก็เลยถามเทวดาชั้นจาตุมหาราชท่านหนึ่ง ท่านนี้แต่งตัวสวย คาดเข็มขัดเป็นเพชร แพรวพราวเป็นระยับ ที่คอมีเพชร ที่เสื้อมีเพชร  ถามว่า ท่านเป็นเทวดาชั้นไหน  ท่านบอกว่า  ผมเป็นเทวดาชั้น มหาอำมาตย์ ถามว่าท่านประจำอยู่ที่นี่หรือ ท่านบอกเปล่า ก็รู้ว่าท่านจะมาผมก็เลยมาดักที่นี่  ที่นี่เป็นอาณาเขตอารักขาของพวกผม  มีภุมเทวดาเป็นผู้ใหญ่บ้าน  ก็ถามว่า  กษัตริย์องค์นั้น ที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินเวลานี้ไปเกิดที่ไหน  ท่านก็หันหน้ามายิ้ม ๆ ท่านบอก กษัตริย์องค์นั้นเวลานี้เป็นพระก็ถามว่า ถ้าพระองค์นั้นจะเอาทรัพย์สินนี่จะได้ไหม  ท่านบอกพระองค์นั้นถึงแม้จะเป็นกษัตริย์มาก่อน  เป็นเจ้าของมาก่อน  ก็ไม่มีสิทธิ  เพราะทรัพย์สินทั้งหลายเหล่านี้ เป็นสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิราช  เมื่อตายไปแล้ว  ก็หมดอำนาจที่จะพึงครอบครอง

ถามว่า  เวลานี้พระองค์นั้นอยู่ที่ไหน  ท่านบอก  นี่  กำลังคุยอยู่นี่  พระที่กำลังคุยอยู่นี่ นี่เจ้าของนะ เขาจึงพาให้มาดู ไม่ได้เคยเป็นเจ้าของมาก่อน เขาไม่ให้เห็นหรอก และก็ถามว่าถ้าอย่างนั้นทรัพย์สินทั้งหลายเหล่านี้ ถ้าฉันจะเอาไปสักชิ้นหนึ่ง  เป็นสัญลักษณ์ให้หลวงพ่อปานดูจะได้ไหม  ท่านบอกว่า  ท่านต้องการจริงๆ ผมให้มากกว่า 1 ชิ้น  แต่ว่าหากว่าท่านจะพร้อม  ยอมที่จะถูกหลวงพ่อปานด่า  ถามว่า  ทำไม  ท่านก็เลยบอกว่า ที่หลวงพ่อปานสั่งมาผมได้ยินทั้งหมด  หลวงพ่อปานบวงสรวงผมไปด้วยนะ ก่อนที่ท่านจะมา  ห้ามติดลาภ ห้ามติดยศ ห้ามติดสรรเสริญ ห้ามติดความสุข นี่พวกท่านก็ชักจะเผลอมา 2-3วัน ติดความสุขในถ้ำนี่มันไม่ดีนะ ถ้านำทรัพย์สมบัติไปชิ้นเดียวเท่านั้น หลวงพ่อปานจะสั่งระงับการธุดงค์ทันที

แหม..อยากจะกราบเทวดาองค์นั้นที่ท่านเตือน พอนึกในใจว่าอยากจะกราบความดีของท่าน  ท่านบอกไม่ต้องกราบผมหรอก เพียงแค่ไม่ฝืนกันก็ดีแล้ว  ท่านทำดีแล้ว ผมจะช่วยอารักขาทุกอย่าง ภุมเทวดาที่มาด้วยนี่เขามีหน้าที่แค่ผู้ใหญ่บ้าน  ผมมีหน้าที่เสมอ ผู้ว่าราชการจังหวัด  มีอะไรก็บอกภุมเทวดามา ถ้าเกินวิสัยของเขา เขาก็บอกนายอำเภอ บอกกำนัน แล้วก็มาบอกผม ถ้าเกินวิสัยของผม ผมก็บอกท้าวมหาราช เกินวิสัยท้าวมหาราช ท้าวมหาราชก็ทูลพระอินทร์ทราบ ก็หมดเรื่องกัน ก็เลยขอบใจท่าน

และก็ถามว่าภูเขาลูกนี่ ถ้าจะพูดไปได้ไหม ท่านบอกว่า ควรเอาเครื่องบัดกรี บัดกรีปากเสีย ทิ้งเลย แต่ความจริงเวลานั้นท่านสั่งมา ก็รับคำก็ไม่ได้พูดกับใครเลย เวลานี้ก็ไม่ได้พูดกับใคร พูดคนเดียว นั่งพูดคนเดียว แล้วเขาก็ไปเขียนเป็นหนังสือ จะหาว่าผิดสัจจะก็ไม่ได้และใครอยากรวย ก็ไป คอหักตายไม่รู้ด้วย เป็นอันว่าถ้าอย่างนั้นก็ลาท่านเทวดากลับ พอจะกลับทั้ง 4 องค์ก็มาส่งทั้งหมด

พอมาถึงสถานที่พัก เทวดาใหญ่ท่านมหาอำมาตย์ก็บอกว่า ท่านอย่าประมาทในชีวิตสิครับ สถานที่ใดมีความสุข สถานที่นั้นก็มีความทุกข์ ก็ถามว่า เอ๊ะ  ลุงเทวดา มาเทศน์ให้ฟังอีกแล้ว ไหนลองเทศน์ให้ละเอียดหน่อยสิ มันเป็นอย่างไร ท่านบอก สถานที่นี้มีความสุข แต่ว่าสิ่งที่อยู่ในสถานที่นี้มันมีความทุกข์ คือตัวพวกท่านทั้ง 3 องค์นั่นแหละ ท่านมีความทุกข์จาก

1. ความเหนื่อยจากการเดินจงกรม

2. นั่งมากเกินไปก็เหนื่อย

3. นอนมากเกินไปก็เหนื่อย ยืน เดินมากเกินไปก็เหนื่อย

4. ท่านต้องมีความทุกข์เรื่องอาหาร  ถ้าปฏิบัติไม่ดีหน่อยเดียว ไม่ได้กินอาหาร

ก็เป็นอันว่า  ที่ท่านมีอาหารฉันอยู่ทุกวันนี้  เพราะท่านมีความดี  แต่ท่านก็อย่าลืมความดี  ร่างกายมีความสุขจิตใจมีความสุข แต่อย่าลืมทุกข์ที่มันคืบคลานเข้ามาหาจงตั้งหน้าตั้งตาเจริญ วิปัสสนาญาณ กับสมถภาวนา ให้ทรงตัว

แล้วท่านก็บอกว่า  ท่านท้าวมหาราช  คือ  ท่านท้าวเวสสุวัณสั่งมา  ท่านบอกว่า สิ่งที่ต้องการจะรู้ทั้งหมด  ถ้ามีอะไรไม่เกินวิสัยที่ท่านท้าวเวสสุวัณจะบอกได้ ท่านจะบอกให้จะได้ทำรายงานให้หลวงพ่อปานทราบ เวลานี้ท่านก็จดเสียสิว่า เขาลูกนั้นตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของเขาชั่วคราวลูกนี้ ประมาณ 7 กิโลเมตร  บ้านแถวนั้นเขาเรียกกันว่า  บ้านเดื่อ  แต่สมัยต่อไปข้างหน้าเขาก็เลิกเรียกแล้ว  ไม่รู้เรียกอะไร  มันเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ มีต้นมะเดื่ออยู่ต้นหนึ่งเขาเลยเรียกว่า บ้านเดื่อ เขาลูกนี้ เขาก็เรียกว่า เขาบ้านเดื่อ และก็มีทองมาก มีทรัพย์สมบัติมาก มีเพชรนิลจินดามาก มีน้ำหนักของทองจริง ๆ ไม่น้อยกว่า 50 ตัน ทองรูปพรรณต่างหากมีเทวดาชั้นจาตุมหาราชรักษาอยู่ 4 องค์  องค์ที่เป็นหัวหน้าเป็นชั้น มหาอำมาตย์ประดับเพชรและก็มีภุมเทวดาเป็นผู้ใหญ่บ้าน มีสัมภเวสีทั้งหลายนับพันเป็นบริวาร สำหรับทำร้ายและมุ่งร้าย ขัดขวางบุคคลที่จะมาทำลายทรัพย์สิน พอบันทึกเสร็จ ท่านก็บอกว่า  จบแล้ว

พอจบแล้วท่านก็จะลาไป  ก็บอกเดี๋ยวก่อน ๆ เพื่อนเก่าไหน ๆ ก็บอกว่าเป็นเพื่อนเก่าเราก็คุยกันก่อน วันพรุ่งนี้พบกันใหม่ได้ไหม ท่านบอก พร้อมเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ท่านต้องการพบผมเมื่อไร นึกถึงผม  เรียกผมว่า   นายจัน  ถามว่า  จันน่ะ  เป็นชื่อของเทวดา หรือเป็นชื่อสมัยเป็นคน  ท่านบอก สมัยเป็นคน สมัยเป็นคน ผมชื่อ นายจัน  สมัยที่พระนเรศวรมหาราชมารบที่นี่  ผมมารบด้วย ก็ถามบอก เออ..แล้วแกทำไมไม่ตายล่ะ เวลานั้นแกตายหรือเปล่าผมไม่เคยตาย  ผมออกทัพจับศึกทุกครั้ง  ไม่เคยตายและก็ไม่เคยบาดเจ็บ ถามว่า หนังเหนียวหรือ  บอก  หนังผมก็ไม่เหนียว  หรืออาจจะเหนียวก็ได้  ผมก็รู้ไม่ได้ แต่ผมไม่เคยถูกอาวุธ จึงได้ถามว่า  ในเมื่อรบกันทำไมจึงไม่ถูกอาวุธ  ท่านบอกว่า ผมเป็นกองเสบียง  หุงข้าวเลี้ยงทหาร  ไอ้ข้าว  ไอ้กับ  ไอ้หมูเนื้อต่าง ๆ ผมกินพุงปลิ้น  ทหารได้กินไม่เท่าผมหรอก  ผมมันทหารกองเสบียง  เขาเรียก  พลาธิการ

ก็เป็นอันว่า  เวลานั้นก็รู้เรื่องราวความเป็นมาต่าง ๆ จึงถามบอกว่า ตามที่ท่านรุกขเทวดาบอกน่ะ ตรงไหม ท่านบอกว่า ตรง จึงถามว่า เวลาที่พระเอกาทศรถ กับพระนเรศวรมหาราช  รบที่ตรงนี้ หรือรบที่ตรงอื่น ท่านบอก เท่าที่รบกันจริง ๆ ที่ลาดหญ้า  ไม่ใช่ที่ตรงนี้  ทุ่งลาดหญ้า  จังหวัดกาญจนบุรี  ทัพเข้าไปปะทะกันที่นั่น และก็ทำการรบกันที่นั่น ในเมื่อพระมหาอุปราชเสียท่ากองทัพก็ถอย  กองทัพไทยก็ตีหนัก  เข้าก็ใช้ยิงปืนมาถึงพระเอกาทศรถกับพระนเรศวรมหาราช  แต่บังเอิญท่านมีพระแคล้วคลาด  มีพระหนังเหนียว  ไม่เป็นไร

และในที่สุด  เมื่อฆ่าพระมหาอุปราชตาย  ก็คิดว่าจะทำเจดีย์ที่ตรงนั้น  ก็มีนายทหารผู้ใหญ่ค้านว่า  ที่ตรงนี้เป็นที่รบกันเป็นที่ย่ำเหยียบ ถ้าทำเจดีย์ไม่ช้าเจดีย์ก็พัง  สัญญลักษณ์ก็จะสลายตัว  มาทำที่ป่าศรีประจันต์ดีกว่า  จึงหาแหล่งที่จะทำแล้วมาทำที่ป่าศรีประจันต์นี่

ก็เป็นอันว่า  ท่านพุทธบริษัท  ท่านอ่านประวัติศาสตร์ก็ดี ฟังมาก็ดี ถ้อยคำของเทวดาค้านกับประวัติศาสตร์ก็ไม่ขอบอกว่า ประวัติศาสตร์ผิด และเสียงที่อาตมาฟังนี่ อาจจะฟังผิดก็ได้ ฉะนั้น อย่าไปโทษ  ใครผิดใครถูกเลย  อ่านเป็นเรื่องนิทานไปก็แล้วกัน

เป็นอันว่า พอพูดจบ  ท่านเทวดาก็ลากลับ  เพราะมันค่ำมากแล้ว  พวกเราก็เข้าเจริญสมาธิตามธรรมดา  ญาติโยมทั้งหลายอ่านมาถึงตอนนี้  ก็จงอย่าเพิ่งชมว่าดีนะ โดยมากจะเข้าใจพระผิด  พระไม่ทันจะดี ก็บอกว่าดีเสียแล้ว ถ้าพระหลงดี ก็จะเหลิงจากความดีที่ยังมีความดีไม่ถึง  ดีไม่ดีพระองค์นั้นก็จะลงนรกไป  ที่ทำได้อย่างนี้  พบกับเทวดาก็ได้ ถอดกายภายในไปเที่ยวก็ได้  ไปทั้งกายภายใน  และกายภายนอกก็ได้  อย่างนี้ยังไม่ชื่อว่าดีเพราะอะไร เพราะว่ายังเป็นฌานโลกีย์  ฌานโลกีย์นี่ยังไม่พ้นปากของอบายภูมิ  คือ ยังไม่พ้นนรก  ถ้าพลาดเมื่อไร ก็ลงนรกเมื่อนั้น ก็ต้องดูกำลังใจว่า  กำลังใจตัดนิวรณ์ 5  ประการครบหรือเปล่า

1. ความรักในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ  ยังอยู่เต็มแหง ๆ นี่มันเป็นความเลว แต่ว่าที่มันยังอยู่ก็เพราะอยู่คนเดียวไม่พบสาวที่ไหน ถ้าพบสาวเข้าเมื่อไรอาจจะหลงใหลใฝ่ฝันในสาวก็ได้  นี่ยังไม่เจอะกันของที่ยังไม่สัมผัสกัน จะถือว่าตัดได้นั่นไม่ได้ อารมณ์ยังมี  แต่ว่าคอยกดอารมณ์ไว้ด้วย กายคตานุสสติ  กับอสุภกรรมฐาน คอยยับยั้งไว้

และประการที่ 2 อารมณ์ไม่พอใจ  มีไหม  ยังมีไม่พอใจใคร โดยมากไม่พอใจตัวเองที่การคล่องตัวยังไม่มี ไอ้สิ่งที่เราต้องการนี่มันก็เป็นอารมณ์เลวที่ยังไม่ควร ถ้าความไม่พอใจในตัวเองมี ความไม่พอใจในบุคคลอื่นก็ต้องมี ต้องยับยั้งไว้ด้วย พรหมวิหาร 4

เข้าสมาธิคิดว่า  เราจะไม่ไปไหน จับ อานาปานสติ  กับพุทธานุสสติ  พอจิตทรงตัวนิดหน่อย  ก็คลายอารมณ์นิดหนึ่ง ใช้กำลังวิปัสสนาญาณ  เห็นว่า  ร่างกายเป็นทุกข์ ทุกขังในอริยสัจ  จะต้องกิน จะต้องใช้  จะต้องเดิน จะต้องขี้ จะต้องเยี่ยว จะต้องหนาว จะต้องร้อน จะต้องป่วยไข้ไม่สบาย จะต้องแก่ จะต้องตาย ร่างกายนี่เป็นฐานที่มาของความทุกข์ เราไม่ควรจะเมาร่างกายต่อไป  แต่เวลานั้น ปรารถนาพระโพธิญาณ คิดว่า เราต้องการอย่างเดียว คือ พระโพธิญาณ  ถ้าถึงพระโพธิญาณเมื่อไร  เวลานั้นเราก็ไปนิพพาน

ตอนนั้นขอยอมรับว่า  ไม่เข้าใจเรื่องนิพพานจริง ๆ แต่ 2 องค์นั่นเขาไม่มีอะไร ปั๊บเขาจับพระนิพพานเป็นอารมณ์ มันต่างกันตั้งเยอะ ทั้ง 2 องค์ท่านเก่งกว่าตั้งเยอะ ลิงขาวกับลิงเล็ก (แต่ลิงขาวตัวจริงนะ  ไม่ใช่ลิงขาวปลอม ๆ ลิงขาวที่เป็นช่อดอกไม้นั่นไม่ใช่มันคนละตัว) ถ้าลิงขาวจริง ๆ ท่านเก่ง ท่านเป็นพระอริยเจ้า  คือ อย่างที่ลุงวิบอกท่าน ท่านตัดสังโยชน์ 3 ได้แล้ว (ลิงขาว  กับลิงเล็ก)  นั่นหมายถึงเป็น พระโสดาบัน  หรือสกิทาคามี ท่านบอกว่า ได้โสดาบันอย่างหยาบ ก็หมายถึง อย่างต้น  ก็ยังดีกว่าเราเยอะ อาตมายังไม่ได้อะไรเลย อย่าลืมนะ อย่างนี้ยังอยู่ในขั้นเลวนะ  ญาติโยมนะ  ยังเลวอยู่  ยังมีนิวรณ์ 5 อยู่ แต่ว่าที่อยู่ได้เพราะอดกลั้น

หลังจากนั้นเวลาที่ทำไป เมื่อคลายจากอารมณ์จากสมถะ ก็เข้ามาจับวิปัสสนาญาณทีนี้ต่อไปก็จับวิปัสสนาญาณ  บวกสมถะนั่นหมายความว่าใช้วิปัสสนาญาณนำหน้า ใช้สมถะตามหลัง คือ ใช้กำลังวิปัสสนาญาณพิจารณา และใช้อานาปานสติควบ ทำทั้ง 2 อย่างประเดี๋ยวเดียวจิตตก

คำว่า  จิตตก  ก็หมายความว่า  จิตตกจากภวังค์  นั่นก็หมายความว่า  จิตตกจากอารมณ์เดิม จิตมีความละเอียด มีอารมณ์ดิ่ง ลมเกือบจะไม่กระทบร่างกายภายในอย่างนี้เขาเรียก สมาบัติขั้นสูงของฌานโลกีย์  จิตตกในสมาบัติมีอารมณ์ดิ่ง มีความสุข มีเอกัคคตารมณ์  มีความแน่นสนิท  มีจิตสว่างโพลง สักครู่หนึ่ง เมื่อกำลังมันเต็มที่ มันก็หลุด  กายภายในหลุดจากกายภายนอก มันไปของมันเองไป บื้ด.ก็ขึ้นไปพระจุฬามณีเจดียสถานเวลาขึ้นไป ต่างคนต่างขึ้น ต่างคนต่างไม่นัดหมายกัน มันก็ไปพร้อมกัน ตามกันขึ้นไป แป๊บเดียวก็ถึง พระจุฬามณีเจดียสถาน

ก่อนที่จะเข้าพระจุฬามณี เห็นหลวงพ่อปานยืนอยู่  กราบหลวงพ่อปานท่าน ท่านบอกทำดีแล้วลูก  ทำอย่างนี้ถูก  และการที่บันทึกไว้นั่นก็ถูกต้อง  เป็นที่พอใจของพ่อ  เห็นไหมท่านอยู่วัด เราอยู่ป่า   เราทำอะไรท่านก็รู้ จึงเข้าไปนมัสการองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระอรหันต์ ก็ตามท่านเข้าไป ท่านก็พาไปกราบพระพุทธเจ้า ใครจะว่าพระพุทธเจ้าเป็นพุทธนิมิต     อะไรก็ตามเถอะ  ไม่ว่าใครละ  ขอถือว่าเป็นพระพุทธเจ้าก็แล้วกัน  เป็นรูปพระพุทธเจ้าใช้ได้  อันนี้ไม่เถียงกัน แล้วกราบพระอรหันต์ทั้งหมด

ก็มีพระองค์หนึ่งท่านมาลูบศีรษะคือ พระมหากัสสป  ท่านบอกว่า  นักธุดงค์นี่ต้องเป็นนักธุดงค์จริง ๆ นะ อย่าธุดงค์หวังเงินหวังทอง  เห็นเงินเห็นทองเป็นของดี  นี่ไม่ใช่นักธุดงค์ โอ..โดนด่าเข้าแล้ว  ก็ถามว่า  เท่าที่ผมล้อเทวดา  เป็นความผิดหรือครับ  ท่านบอกว่า มันไม่เป็นความผิด แต่ว่ามันก็เป็นปรามาส  ปรามาสในความดี  ที่องค์สมเด็จพระชินสีห์ตรัสว่า  อย่าหลงในรูปเสียง กลิ่น รส และสัมผัส  อย่าทำใจให้เศร้าหมอง อย่าทำใจให้มัวหมอง เรืองของอดีต  เป็นเรื่องของอดีต เรืองของปัจจุบัน  เป็นเรื่องของปัจจุบัน  เวลานี้เราต้องการพระโพธิญาณ  ปักใจไว้เพื่อพระโพธิญาณอย่างเดียว  ก็พอดีได้ยินเสียงพระพุทธเจ้าตรัสว่า กัสสปพูดถูกแล้ว  กัสสปพูดถูกแล้ว




 
หน้าแรก  เกี่ยวกับเราคุณครู.คอม


คุณครู.คอม ขอแสดงเจตนาว่าทุกข้อความใน เว็บไซต์นี้ให้คัดลอกได้
ไม่จำกัด เพื่อเป็นวิทยาทาน เพื่อการศึกษาเท่านั้น . .

email  kunkroo@gmail.com


kkwebv56   Copyright©2017 kunkroo.com
Development from SMEweb 1.5f By คุณครู.คอม