คุณครู.คอม
.









Online: 9 user(s)

ตั้งแต่ 3 กุมภาพันธ์ 2541



ตรวจสอบแทรคไปรษณีย์ไทย

domain register Admin Only

ทดสอบความเร็วอินเตอร์เน็ต

ตรวจสอบไอพี(IP check for locate)

..
     


    :  เกี่ยวกับเราคุณครู.คอม
หมวด: สาระจากพระพุทธศาสนา
พระอานนท์
04-01-2013 เข้าชมแล้ว: 21404

พระอานนท์ เป็นพระราชโอรสของพระสุกโกทนะ ผู้เป็นพระกนิษฐาของพระเจ้าสุทโธทนะ พระมารดานามว่า พระนางกีสาโคตมี มี
ศักดิ์เป็นพระอนุชาของพระบรมศาสดา (พระราชโอรสของพระเจ้าอา) ออกบวชพร้อมกับเจ้าชายอนุรุทธะและอุบาลี 




เมื่อท่านบวชแล้ว ได้ฟังโอวาทจากพระปุณณมันตานี ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันได้รับเลือกเป็น
พุทธอุปัฎฐากในช่วงปฐมโพธิกาลหลังจากตรัสรู้แล้ว ๒๐ พรรษานั้น ยังไม่มีพระภิกษุใดปฏิบัติรับใช้พระพุทธองค์เป็นประจำ มีแต่
พระภิกษุผลัดเปลี่ยนวาระกันปฏิบัติ เช่น พระนาคสมาละ พระนาคิตะ พระอุปวาณะ พระสาคตะ และพระเมฆิยะ เป็นต้น บางคราว
การผลัดเปลี่ยนบกพร่อง องค์ที่ปฏิบัติอยู่ออกไป แต่องค์ใหม่ยังไม่มาแทน ทำให้พระพุทธองค์ต้องประทับอยู่ตามลำพังขาดผู้ปฏิบัติ
บางครั้งพระภิกษุผู้ปฏิบัติ ก็ดื้อดึงขัดรับสั่งของพระพุทธองค์ เช่น ครั้งหนึ่ง เป็นวาระของพระนาคสมาลเถระ ท่านได้ตามเสด็จ
พระพุทธองค์ไปทางไกล พอถึงทาง ๒ แพร่ง พระเถระทราบทูลว่า“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ขอพระองค์เสด็จไปทางนี้เถิด พระเจ้าข้า”
“อย่าเลย นาคสมาละ ไปอีกทางหนึ่งจะดีกว่า”  พระนาคสมาละ ไม่ยอมเชื่อฟังพระดำรัส ขอแยกทางกับพระพุทธองค์ ทำท่าจะวางบาตรและจีวรของพระผู้มีพระภาคที่พื้นดินพระพุทธองค์จึงตรัสว่า“นาคสมาละ เธอจงส่งบาตรและจีวรมาให้ตถาคตเถิด”
พระนาคสมาละ ถวายบาตรและจีวรแด่พระพุทธองค์แล้วแยกทางเดินไปตามที่ตนต้องการ ไปได้ไม่ไกลนักก็ถูกพวกโจรทำร้ายจน
ศีรษะแตกแล้วแย่งชิงเอาบาตรและจีวรไป ทั้งที่เลือดอาบหน้ารีบกลับมาเฝ้าพระบรมศาสดา กราบทูลเล่าเรื่องให้ทรงทราบ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “อย่าเสียใจไปเลย นาคสมาละ ตถาคตห้ามเธอก็เพราะเหตุนี้”

อีกครั้งหนึ่ง พรเมฆิยะเป็นอุปัฏฐาก ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคได้เสด็จจาริกไปยังชันตุคาม เขตปาจีนวังสะกับพระเมฆิยะ ครั้นพระองค์เสด็จไปถึงที่นั้นแล้ว ท่านพระเมฆิยะ ได้เข้าไปบิณฑบาตในชันตุคาม ได้เห็นสวนมะม่วงอันร่มรื่นน่ารื่นรมย์แห่งหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำ ท่านต้องการจะไปพักผ่อนในสวนนั้น จึงได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงรับบาตรและจีวรของพระองค์ไปและทูลว่าท่านจะไปทำสมณธรรมที่สวนมะม่วงนั้น พระพุทธองค์ตรัสห้ามไว้ถึง ๓ ครั้ง เพราะมีมีพระภิกษุอื่นเลยในที่นั้น ทรงขอให้ท่านรอไปก่อนจนกว่าจะมีพระภิกษุรูปอื่นมาแทน แต่ท่านก็ไม่ยอม ได้ละทิ้งพระองค์ไว้แต่ลำพังพระองค์เดียว
พระพุทธองค์ ได้รับความลำบากพระวรกายเพราะถูกปล่อยให้ประทับอยู่ตามลำพังหลายครั้ง จึงมีพระดำรัสรับสั่งให้ภิกษุสงฆ์เลือกสรรภิกษุทำหน้าที่ปฏิบัติพระองค์เป็นประจำ ภิกษุทั้งหลายมีฉันทามติมอบหมายให้พระอานนท์เถระรับหน้าที่เป็นพุทธอุปัฏฐากตลอดกาลเป็นนิตย์ ด้วยเห็นว่าท่านเป็นผู้มีสติปัญญา ขยัน อดทน รอบคอบ และเป็นพระญาติใกล้ชิด ย่อมจะทราบพระอัธยาศัยเป็นอย่างดีพระเถระทูลขอพร ๘ ประการแต่ก่อนที่พระเถระจะตอบรับทำหน้าที่เป็นพุทธอุปัฏฐากนั้น ท่านได้กราบทูลขอพร ๘ ประการ ดังนี้:-

๑ ขออย่าประทานจีวรอันประณีตแก่ข้าพระองค์
๒ ขออย่าประทานบิณฑบาตอันประณีตแก่ข้าพระองค์
๓ ขอได้โปรดอย่าให้ข้าพระองค์อยู่ในที่ประทับของพระองค์
๔ ขอได้โปรดอย่าพาข้าพระองค์ไปในที่นิมนต์
๕ ขอพระองค์จงเสด็จไปสู่ที่นิมนต์ ที่ข้าพระองค์รับไว้
๖ ขอให้ข้าพระองค์พาบริษัทที่มาจากแดนไกลเข้าเฝ้าพระองค์ได้ในขณะที่มาถึงแล้ว
๗ ถ้าข้าพระองค์เกิดความสงสัยขึ้นเมื่อใดขอให้ข้าพระองค์เข้าเฝ้าทูลถามความสงสัยได้เมื่อนั้น
๘ ถ้าพระองค์แสดงพระธรรมเทศนาเรื่องใด ในที่ลับหลังข้าพระองค์ขอได้โปรดตรัสพระธรรมเทศนาเรื่องนั้น แก่ข้าพระองค์อีกครั้ง

พระพุทธองค์ตรัสถามคุณและโทษของพร ๘ ประการ
พระบรมศาสดา ได้สดับคำกราบทูลขอพรของพระอานนท์เถระแล้ว ได้ตรัสถามถึงคุณและโทษของพร ๘ ประการว่า:-
“ดูก่อนอานนท์ เธอเห็นคุณและโทษอย่างไร จึงขออย่างนั้น ”
“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ถ้าข้าพระองค์ไม่ได้รับพรข้อที่ ๑-๔ ข้างต้น ก็จะมีคนพูดติฉินนินทา ได้ว่า พระอานนท์ ปฏิบัติบำรุงอุปัฏฐาก
พระบรมศาสดา จึงได้ลาภสักการะมากมายอย่างนี้ การปฏิบัติอุปัฏฐากมิได้หนักหนาอะไรเลย และถ้าข้าพระองค์ไม่ได้รับพรข้อที่ ๕-๗
ก็จะมีคนพูดได้อีกว่าพระอานนท์ จะบำรุงอุปัฏฐากพระบรมศาสดาไปทำไม แม้กิจเพียงเท่านี้ พระพุทธองค์ก็ไม่ทรงอนุเคราะห์ อนึ่ง
โดยเฉพาะถ้าข้าพระองค์ไม่ได้รับพรข้อสุดท้ายแล้ว หากมีผู้มาถามข้าพระองค์ว่า ธรรมข้อนี้พระพุทธองค์ทรงแสดงที่ไหน ถ้าข้า
พระองค์ไม่ทราบ เขาก็จะตำหนิได้ว่า พระอานนท์ ติดตามพระบรมศาสดาไปทุกหนแห่ง ดุจเงาตามพระองค์ แต่เหตุไฉนจึงไม่รู้แม้แต่
เรื่องเพียงเท่านี้ “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เห็นคุณและโทษ ดังกล่าวมานี้ จึงได้กราบทูลขอพรทั้ง ๘ ประการนั้น พระเจ้าข้า”
พระบรมศาสดา เมื่อได้สดับคำชี้แจงของพระอานนท์แล้ว จึงประทานสาธุการ และพระราชทานอนุญาตให้ตามที่ขอทุกประการ ตั้งแต่
นั้นมา ท่านพระเถระก็ปฏิบัติหน้าที่บำรุงอุปัฏฐากพระพุทธองค์ตลอดมา ตราบเท่าถึงเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน
ยอมสละชีวิตแทนพระพุทธองค์
พระเถระ ได้ปฏิบัติหน้าที่อุปัฏฐากพระบรมศาสดาด้วยความอุตสาหะมิได้บกพร่อง อีกทั้งมีความจงรักภักดีเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่ชีวิตของ
ตนก็ยอมสละแทนพระพุทธองค์ได้ เช่น ในคราวที่พระเทวทัตยุยงให้พระเจ้าอชาตศัตรูปล่อยช้างนาฬาคีรี ด้วยหวังจะให้ทำ
อันตรายพระพุทธองค์ ขณะเสด็จออกบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ในขณะที่ช้างนาฬาคีรีวิ่งตรงเข้าหาพระพุทธองค์นั้น พระอานนท์เถระ
ผู้เปี่ยมล้นด้วยความกตัญญูและความจงรักภักดี ได้ยอมมอบกายถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา ได้ออกไปยืนขวางหน้าช้างไว้ หวังจะให้
ทำอันตรายตนแทน





แต่พระพุทธองค์ได้ทรงแผ่พระเมตตาไปยังช้างนาฬาคีรี ด้วยอำนาจแห่งพระเมตตาบารมี ทำให้ช้างสร่าง
เมาหมดพยศ ลดความดุร้ายยอมหมอบถวายบังคมพระบรมศาสดาแล้วลุกขึ้นเดินกลับเข้าสู่โรงช้าง ด้วยอาการอันสงบ

ได้รับยกย่องหลายตำแหน่ง
พระอานนท์เถระ ได้ปฏิบัติพระพุทธองค์อย่างใกล้ชิด มิได้ประมาทพลาดพลั้ง ได้ฟังพระธรรมเทศนาทั้งที่ทรงแสดงแก่ตนและผู้อื่น
ทั้งที่แสดงต่อหน้าและลับหลัง อีกทั้งท่านเป็นผู้มีสติปัญญาทรงจำไว้ได้มาก จึงเป็นผู้ฉลาดในการแสดงธรรม พระบรมศาสดาทรง
ยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งปวง ถึง ๕ ประการ คือ พระอานนท์ได้ทำหน้าที่พุทธอุปัฏฐากได้เป็นอย่างดียิ่ง
จนได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะ (ความเป็นเลิศกว่าผู้อื่น) 5 ประการ ได้แก่
1. เป็นพหูสูต (ทรงจำพุทธวจนะได้มากที่สุด)
2. เป็นผู้มีสติ
3. เป็นผู้มีคติ (แนวในการจำพุทธวจนะ)
4. เป็นผู้มีธิติ (ความเพียร)
5. เป็นพุทธอุปัฏฐากผู้เลิศ

พระอานนท์ผู้ประหยัด

นอกจากนี้พระอานนท์เป็นผู้ที่ประหยัดและฉลาดในเรื่องนี้มาก ดังเหตุการณ์ที่พระมเหสีของพระเจ้าอุเทน แห่งนครโกสัมพี เสื่อมใสในการแสดงธรรมของพระอานนท์ จึงได้ถวายจีวรจำนวน ๕๐๐ ผืน แด่พระอานนท์ เมื่อพระเจ้าอุเทนทราบจึงตำหนิพระอานนท์ว่ารับจีวรไปจำนวนมาก เมื่อได้โอกาสจึงนมัสการถามว่าเอาจีวรไปทำอะไร

“พระคุณเจ้า ทราบว่าพระมเหสีถวายจีวรพระคุณเจ้า ๕๐๐ ผืน พระคุณเจ้ารับไว้ทั้งหมดหรือ”
“ขอถวายพระพร อาตมาภาพรับไว้ทั้งหมด”
“พระคุณเจ้ารับไว้ทำไมมากมายนัก”
“เพื่อแบ่งถวายแก่พระภิกษุผู้มีจีวรเก่าคร่ำคร่า”
“จะเอาจีวรเก่าคร่ำคร่าไปทำอะไร”
“เอาไปทำเพดาน”
“จะเอาผ้าเพดานเก่าไปทำอะไร”
“เอาไปทำผ้าปูที่นอน”
“จะเอาผ้าปูที่นอนเก่าไปทำอะไร”
“เอาไปทำผ้าเช็ดเท้า”
“จะเอาผ้าเช็ดเท้าเก่าไปทำอะไร”
“เอาไปทำผ้าเช็ดธุลี”
“จะเอาผ้าเช็ดธุลีเก่าไปทำอะไร”
“เอาไปโขลกขยำกับโคลนแล้วฉาบทาฝา”

พระเจ้าอุเทนทรงเลื่อมใสว่าพระสมณบุตรเป็นผู้ประหยัด จึงถวายผ้าจีวรอีก ๕๐๐ ผืนแด่พระอานนท์

 

พระอานนท์ผู้เป็นปฐมเหตุให้เกิดภิกษุณี
พระนางมหาปชาบดีโคตมีและบริวารเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

  

เมื่อพระสวามีสิ้นพระชนม์แล้ว พระนางมหาปชาบดีโคตมี ผู้เป็นพระมารดาเลี้ยงของ พระพุทธองค์ เหมือนกับว่าเป็นพระโอรสของนางเองนั้น ไม่มีความประสงค์จะอยู่เป็นฆราวาสอีกต่อไป พระนางมี ความโทมนัสเศร้าโศกในการสิ้นพระชนม์ของพระสวามี ประกอบกับความพอพระทัยในการประพฤติ พรหมจรรย์ จึงมีพระประสงค์จะออกบวชเป็นบรรพชิตในพระวิหารของพระพุทธองค์ เพื่อรับคำแนะนำ สั่งสอนโดยใกล้ชิด พระนางได้พานางสนมจำนวนหนึ่ง ซึ่งมีความยินดีจะติดตามพระนางไปทุกแห่ง ด้วยกันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อขออุปสมบทเป็นภิกษุณี ครองพรหมจรรย์ต่อไป

   

  

   พระพุทธเจ้าปฏิเสธการขออุปสมบทของพระนางมหาปชาบดี

   พระนางมหาปชาบดีโคตมีได้ทูลขอร้องให้ พระศาสดาทรงเมตตากรุณาโปรดให้ได้บวชเป็นบรรพชิตเข้า ประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา อยู่ภายใต้การแนะนำสั่งสอน ของพระศาสดาอย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกับพระภิกษุทั้งหลาย พระนางได้เข้าพบพระพุทธองค์ถึงสามครั้ง แต่กลับถูกพระพุทธองค์ ปฏิเสธทุกครั้ง ขอร้องอย่าให้นางทูลขออนุญาตกับพระองค์อีก พระนางจึงมีความโทมนัสเป็นอย่างยิ่งใน การที่พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธ พระนางและสตรีเพศทั้งหลายเหล่านั้นจึงได้พากันร้องไห้ เพราะเหตุ ดังกล่าวนี้เอง

   

  

   พระนางปชาบดีขออุปสมบท

   ภายหลังถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว พระพุทธองค์ได้เสด็จกลับกรุงเวสาลี ประทับอยู่ที่ป่ามหาวัน พระมารดาเลี้ยงได้ตัดพระโมลีของนางออก ทรงครองผ้านักบวชแล้วพาเจ้าหญิงศากิยานีและสนมเป็น จำนวนมากตามเสด็จไปขออุปสมบท พระนางเสด็จไปตามเส้นทางที่ไปเมืองเวสาลีทรงดำเนินไปด้วย พระบาทเปล่าทีละเล็กละน้อย ใช้เวลานานจนไปถึงป่ามหาวัน อันเป็นที่ประทับของพระศาสดา พระนาง จะใช้ความพยายามเพื่อขออนุญาตเป็นภิกษุณีต่อไป


    พระอานนท์เห็นเหตุการณ์

   เมื่อพระนางมหาโคตมีและเจ้าหญิงศากิยานีไปถึงที่ประทับของพระศาสดาแล้ว พระนางมีพระละออง ธุลีพระบาทบวมพอง และการเสด็จทางไกลทั้งเดินด้วยพระบาทเองและพระนางไม่ได้เคยเสด็จแบบคน ธรรมดา จึงทำให้ธุลีจับตามพระวรกาย มีความหม่นหมองและอ่อนเพลีย พระนางได้ร้องไห้ ขอความ เป็นธรรมด้วย พระศาสดาอยู่ข้างนอกพระวิหาร พระอานนท์ได้มาพบเข้า ยืนอยู่ด้วยความเศร้าพระทัย เป็นอย่างยิ่ง จึงได้สอบถามว่า พวกนางร้องไห้ด้วยเหตุผลอันใด ทำไมต้องทรมานพระวรกาย พระนาง ปชาบดีโคตมีตอบว่า พวกเราร้องไห้เพราะทนความเจ็บปวดพระบาทไม่ได้ และพวกเราทรมานกายเพื่อ อยากให้เห็นใจสตรีเพศได้บวชเป็นบรรพชิตในพระพุทธศาสนา และพวกข้าพเจ้ามีจุดประสงค์อยาก ปฏิบัติพรหมจรรย์ เพราะพระศาสดาปฏิเสธในการอุปสมบทให้สตรีเพศทั้งหลาย

   

  

   พระศาสดาปฏิเสธพระอานนท์

   เมื่อพระอานนท์ได้ฟังเช่นนั้นก็เกิดความเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง จึงได้รับอาสาจะขอร้องต่อ พระผู้มีพระ ภาคเจ้าและกล่าวว่า พระบุตรีแห่งวงศ์โคตมะจงรอก่อน ถ้าเรื่องเป็นอย่างที่กล่าวแล้ว อาตมาจะขอ วิงวอนให้ต่อพระศาสดา ทรงโปรดประทานอนุญาตได้บวชประพฤติพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนา เช่นเดียวกันกับบุรุษทั้งหลาย เมื่อพระอานนท์ได้รับปากดังกล่าวแล้วจึงรีบเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ และเมื่อ ถึงที่ประทับของพระพุทธองค์ก็ได้ทูลขอตามที่สัญญาไว้กับนางมหาปชาบดีโคตมี ได้กราบทูลพระพุทธ องค์ในเรื่องที่ได้กล่าวมา และขอร้องให้พระพุทธองค์ประทานอนุญาตให้ได้บวชเป็นภิกษุณี ในพระพุทธ ศาสนา พระพุทธองค์ได้ตอบปฏิเสธพระอานนท์ว่า อย่าเลยอานนท์ อย่าเลย อย่าขอสิ่งนี้กับเราเลย แต่พระอานนท์ก็ไม่สิ้นความพยายามต่อไป

   

  

   พระอานนท์ยังไม่ลดละความพยายาม

   พระอานนท์ยังไม่หมดความพยายามและท้อถอย ได้วิงวอนอีกเป็น ครั้งที่สอง สาม ด้วยคำวิงวอน อย่างเดียวกัน และทุกครั้งก็ถูกปฏิเสธอย่างเดียวกัน พระอานนท์ได้ดำริว่าพระพุทธองค์ไม่ประทาน อนุญาต เมื่อถูกทูลโดยตรง แต่บางทีพระพุทธองค์อาจจะทรงอนุญาตถ้าเราใช้วิธีอย่างอื่น ดังนั้น พระอานนท์จึงได้กราบทูลพระพุทธองค์ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ถ้าหากว่าสตรีเพศหากได้สละ บ้านเรือน แล้วออกบวชประพฤติพรหมจรรย์ในพระธรรมวินัย ของพระศาสดาอย่งเคร่งครัดแล้วจะ สามารถ บรรลุธรรมพิเศษ ทั้งตามลำดับแห่งอริยมรรค เพื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์และพระนิพพาน ได้หรือไม่ พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบพระอานนท์ว่า อานนท์ ถ้าสตรีเพศสละบ้านเรือนออกบวช ปฏิบัติพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดแล้ว ก็จะบรรลุเป็นพระอรหันต์ถึงพระนิพพานในชาตินี้ได้เหมือนกัน

    พระอานนท์ได้ใช้ความพยายามจนถึงที่สุด

   เมื่อพระพุทธองค์ตอบเช่นนั้น พระอานนท์ได้กราบทูลว่า ถ้าเช่นนั้นแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรด พิจารณาเถิด พระนางมหาปชาบดีโคตมีแห่งราชวงศ์โคตมะได้เป็นผู้มีพระคุณต่อพระผู้มีพระภาค เจ้า อย่างสูงสุดอันหาใดเปรียบไม่ได้ พระนางเป็นน้าสาวของพระผู้มีพระภาคเจ้าเอง และทรงเป็นมารดา เลี้ยงของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ได้ฝักใฝ่ทะนุถนอม พร้อมทั้งถวายน้ำนมแทนพุทธมารดาแด่พระ ผู้มีพระภาคเจ้ามาตั้งแต่พุทธมารดาสิ้นพระชนม์ไป ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์ทรงโปรด ประทานอนุญาตเพื่อเห็นแก่นาง ให้ได้เป็นบรรพชิตประพฤติพรหมจรรย์ในพระธรรมวินัย ของพระผู้มี พระภาคเจ้าอย่างเดียวกับบุรุษ เพื่อบรรลุถึงพระธรรมอันพิเศษ ที่พระองค์ได้โปรดประทานแก่ชาวโลก ด้วยเถิด

   

  

   ความพยายามของพระอานนท์ก็สำเร็จ

   พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบพระอานนท์อีกว่า สตรีเพศเป็นเพศที่อ่อนแอ สั่นคลอนได้ง่าย ถ้าจะบวชต้อง มีกฏระเบียบที่เคร่งครัดมาก เรียกว่า ครุธรรม ซึ่งมี ๘ ประการด้วยกัน และปฏิบัติเป็นกฏที่เข้มงวดมาก คือ

  
      ภิกษุณีที่บวชแล้ว จะนานเท่าใดก็ต้องให้ความเคารพแก่พระภิกษุผู้บวชแล้ว แม้เพียงวันเดียว
  
      ต้องไม่อยู่อาศัยเพียงลำพังในสถานที่ที่ไม่มีภิกษุอยู่
  
      ต้องรับฟังคำสั่งสอนของผู้ที่สงฆ์ได้มอบหมายหน้าที่ให้สั่งสอนทุกๆ ครึ่งเดือน
  
      ต้อง ปาวารณาเปิดโอกาสให้สงฆ์ทั้งฝ่ายภิกษุและภิกษุณีว่ากล่าวตักเตือนชี้โทษได้ ในวันปาวารณาถ้ามี อาบัติโทษอันชั่ว จักต้องได้รับการพิจารณาโทษและออกจากอาบัติวินัยสงฆ์
  
      ถ้ามีอาบัติโทษอันชั่วหยาบ จักต้องได้รับการพิจารณาโทษ และออกจากอาบัติในสงฆ์ทั้งสองฝ่ายคือ พระภิกษุและพระภิกษุณี
  
      ก่อนจะบวชเป็นภิกษุณี ต้องอยู่ประพฤติปฏิบัติเป็นสิกขมานา เพื่อการทดลองเป็นเวลานานไม่น้อย กว่า 2 ปีแล้วจึงได้บวชในสำนักสงฆ์
  
      ต้องไม่พูดคำหยาบคายอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ภิกษุสงฆ์
  
      ต้อง ไม่ทำตนเป็นผู้ว่ากล่าวตักเตือนภิกษุสงฆ์ แต่จะต้องเป็นผู้รับฟังคำว่ากล่าวตักเตือนจากภิกษุสงฆ์ และปฏิบัติศีลของภิกษุณี ตั้งแต่ศีลปาณาขึ้นไปจนถึงศีล ๘ และต่อไปจนถึงศีล ๓๒๐ ในสิกขาบทของศีล ภิกษุณี
   ศีล ๘ ประการ

  
      ปาณาติปาตา เวระมนีสิกขาปะทังสมาทิยามิ
  
      อทินนาทานา เวระมนี สิกขาปะทังสมาทิยามิ
  
      กาเมสุมิจฉาจารา เวระมนี สิกขาปะทังสมาทิยามิ
  
      มุสาวาทา เวระมนี สิกขาปะทังสมาทิยามิ
  
      สุราเมระยะ มัชชะปมาทัตถานา เวระมนี สิกขาปะทังสมาทิยามิ
  
      วิกาละโภชนา เวระมนี สิกขาปะทังสมาทิยามิ
  
      นัจจะคีตวา ทิตวิสูกทสสน มาคาคนธวิเลป นธารณ มณฑวิภูสนฏฐานา เวระมนี สิกขาปะทัง สมาทิ ยามิ
  
      อุจจาสยนมหาสยนา เวระมนี สิกขาปะทังสมาทิยามิ
   ถ้านางมหาปชาบดีโคตมีหากมีความเต็มพระทัยจะถือกฏอันเข้มงวด ๘ และศีล ๓๒๐ ประการอย่าง เคร่งครัดตลอดชีวิตแล้ว ก็ให้ถือว่านั้นละเป็นการบรรพชาอุปสมบทของพระนาง และก็ถือว่าเป็น ภิกษุณีโดยสมบูรณ์ถูกต้อง จะต้องมีศีล ๓๒๐ นี้ดังในพุทธกาลที่ผ่านมา แต่ในปัจจุบันภิกษุณีไม่ได้ มีอีกแล้ว ยังเหลือแต่พระสงฆ์เท่านั้น

 

   พระอานนท์ได้นำข่าวดีมาบอกแก่พระนางปชาบดีโคตมี

   พระอานนท์ได้รับเอาพระพุทธานุญาตนั้น แล้วกลับออกมาแจ้งต่อพระนางปชาบดีโคตมี ตามที่พระ ศาสดาได้ตรัสทุกประการ พระนางปชาบดีโคตมีและเจ้าหญิงศากิยาต่างก็มีความปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง จึงได้กล่าวคำขอบใจพระอานนท์พร้อมทั้งกล่าวว่า พระอานนท์เปรียบเหมือนคนหนุ่มสาว รักการ แต่งกาย อาบน้ำชำระสระผมให้สะอาด แล้วยกพวงมาลัยอันประกอบด้วยดอกไม้มีสีสวยสด มีกลิ่นหอม ขึ้นด้วยพระหัตถ์ทั้งสอง แล้ววางลงบนหัวของตนด้วยความระมัดระวังฉันใด ก็เหมือนข้าน้อยเองก็จะ เทิดทูน กฎระเบียบ ๘ ประการนั้นไว้เหนือหัว ไม่ประพฤติล่วงละเมิดจนตลอดชีวิตของข้าน้อยด้วย ความระมัดระวังฉันนั้น ดังนั้น จึงเกิดมีภิกษุณีในครั้งพุทธกาลต่อมา ศีลของภิกษุณีมี ๓๒๐ ข้อ

   

  

   พระอานนท์เข้ากราบทูลเกี่ยวกับการอุปสมบทภิกษุณี

   หลังจากได้รับการรับปากอย่างมั่นเหมาะจากพระนางมหาปชาบดีโคตมี และเหล่าเจ้าหญิงศากิยานีแล้ว พระอานนท์ได้กลับเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายความเคารพแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระ ภาคเจ้า พระนางมหาปชาบดีโคตมีแห่งราชวงศ์โคตมะ และเหล่าเจ้าหญิงศากิยานีทรงยินดียอมรับเอา ครุธรรม ๘ ประการนั้น ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติให้แก่พระนางทั้งหลายอย่างเคร่งครัด พระมารดาเลี้ยงหรือน้าสาวของพระศาสดาได้เป็นภิกษุณีตามความประสงค์แล้ว พระผู้มีพระภาค เจ้าได้ตรัสว่า “ อานนท์! พระธรรมวินัยซึ่งสตรีเพศรับเอาไปประพฤติปฏิบัติร่วมอยู่ด้วย จักไม่ตั้งมั่น อยู่ยืนนาน เปรียบเหมือนตระกูลที่มีแต่ผู้หญิงเป็นจำนวนมาก มีผู้ชายน้อย จะไม่สามารถต้านทาน ผจญต่อโจรผู้ร้ายเบียดเบียนนี้ฉันใด พระธรรมวินัยที่สตรีรับเอาไปประพฤติปฏิบัติ ย่อมไม่ตั้งอยู่ นานฉันนั้น ”

   พระนางมหาปชาบดีโคตมีได้อุปสมบทด้วยการยอมรับครุธรรม นับว่าพระนางมหาปชาบดีโคตมีเป็น พระภิกษุณีรูปแรกในพระพุทธศาสนา ซึ่งมีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เมื่อพระนางมหาปชาบดี โคตมีผนวชแล้ว ปฏิบัติรรมไม่นานก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ทั้งหมด ประชาราษฎรและเสมาอำมาตย์ได้พร้อมใจกับไปอัญเชิญ พระเจ้ามหานามะ โอรสของพระเจ้าอมิโตทะนะ ขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ สืบต่อมาจากพระเจ้าศรีสุทโทธนะ ส่วนพระนางยโสธรา(พิมพา) ได้เสด็จออกผนวชเป็นภิกษุณีในระยะต่อมาและได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์เช่นกัน

ปฐมสังคายนารับหน้าที่สำคัญ
ในกาลที่พระพุทธองค์ใกล้ปรินิพพาน พระอานนท์เถระมีความน้อยเนื้อต่ำใจที่ตนยังเป็นปุถุชนอยู่ อีกทั้งพระบรมศาสดาบรมครูก็จะ
เสด็จเข้าสู่พระปรินิพพานในอีกไม่ช้า จึงหลีกออกไปยืนร้องไห้แต่เพียงผู้เดียวข้างนอก พระพุทธองค์รับสั่งให้ภิกษุไปเรียกเธอมาแล้ว
ตรัสเตือนให้เธอคลายทุกข์โทมนัสพร้อมทั้งตรัสพยากรณ์ว่า....
“อานนท์ เธอจะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ในวันทำปฐมสังคายนา”

ปฐมสังคายนารับหน้าที่สำคัญ

พระอานนท์เถระ ได้ปฏิบัติพระพุทธองค์อย่างใกล้ชิด มิได้ประมาทพลาดพลั้ง ได้ฟังพระธรรมเทศนาทั้งที่ทรงแสดงแก่ตนและผู้อื่น ทั้งที่แสดงต่อหน้าและลับหลัง อีกทั้งท่านเป็นผู้มีสติปัญญาทรงจำไว้ได้มาก จึงเป็นผู้ฉลาดในการแสดงธรรม พระบรมศาดาทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งปวง ถึง ๕ ประการ คือ เป็นพหูสูตร เป็นผู้มีสติ เป็นผู้มีคติ เป็นผู้มีความเพียร และเป็นพุทธอุปัฏฐาก ปฐมสังคายนารับหน้าที่สำคัญในกาลที่พระพุทธองค์ใกล้ ปรินิพพานพระอานนท์เถระมีความน้อยเนื้อต่ำใจที่ตนยังเป็นปุถุชนอยู่ อีกทั้งพระบรมศาสดาบรมครูก็จะเสด็จเข้าสู่พระปรินิพพานในอีกไม่ช้า จึงหลีกออกไปยืนร้องไห้แต่เพียงผู้เดียวข้างนอก

พระองค์รับสั่งให้ภิกษุไปเรียกเธอเข้ามาแล้ว ตรัสเตือนให้เธอคลายทุกข์โทมนัสพร้อมทั้งตรัสพยากาณ์ว่า "อานนท์ เธอจะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ในวันทำปฐมสังคายนา" เมื่อพระบรมศาสดาปรินิพพานได้ ๓ เดือน รวมเวลาที่ท่านเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบันอยุ่นานถึง ๔๒ ปี และท่านได้บรรลุอรหัตผลเมื่ออายุได้ ๘๐ ปี การที่ท่านได้บรรลุอรหัตผลช้ากว่าพระชาวกบิลพัสดุ์รูปอื่น ๆ โดยเฉพาะพระอดีตเจ้าชายศากยะที่ออกบวชพร้อมกันนั้นเป็นเพราะว่าท่านไม่มี เวลาปฏิบัติธรมมเนื่องจากต้องขวนขวายอยู่กับการอุปฏฐากพระพุทธเจ้า

ท่านได้บรรลุอรหัตผลก่อนมีการทำปฐมสังคายนา (สังคายนาครั้งที่ ๑ ) เพียงไม่กี่ชั่วโมง พระกัสสปเถระได้นัดประชุมพระอรหันต์ขีณาสพ จำนวน ๕๐๐ องค์ ซึ่งทั้ง ๔๙๙ องค์ล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ได้วิชา๓ บรรลุอภิญญา๖ แตกฉานในปฏิสัมภิทา๔ และเชี่ยวชาญด้านพระปริยัติธรรม มีพระอานนท์รูปเดียวที่เป็นพระอริยะชั้นโสดาบัน ซึ่งยังเข้าประชุมด้วยไม่ได้ เพราะคุณสมบัติยังไม่ครบถ้วน แต่ในการทำปฐมสังคายนานั้นจะขาดท่านก็ไม่ได้ เพราะท่านเป็นผู้เดียวที่ได้ฟังพระธรรมเทศนาทุกกัณฑ์จากพระพุทธเจ้า ดังนั้นคณะสงฆ์ซึ่งมีพระกัสสปเถระเป็นประธาน จึงมีมติเลือกให้ท่านเป็น ๑ ในพระจำนวน ๕๐๐ รูป ที่จะเข้าร่วมทำปฐมสังคายนา แต่มีเงื่อนไขว่าท่านต้องเร่งบำเพ็ญเพียรให้ได้บรรลุอรหัตผลก่อนหลังจากได้ รับทราบมติของคณะสงฆ์แล้ว

พระอานนท์ก็เร่งบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก ด้วยการเจริญกายคตาสติ คือ ตั้งสติกำหนดอาการ ๓๒ ในร่างกาย รวมทั้งการเคลื่อนไหวอิริยาบทขณะเดินจงกลม แต่แล้วก็ไม่ได้บรรลุอรหัตผลหรือแม้แต่มรรคผลขั้นต่อไปใด ๆ เลย ทั้งนี้เป็นเพราะท่านปฏิบัติเคร่งเครียดเกินไปจนจิตฟุ้งซ่าน คืนจะบรรลุอรหัตผลนั้น ท่านคิดได้ว่าปฏิบัติไม่ถูกจึงคิดบำเพ็ญเพียรแต่พอเหมาะ จากนั้นจึงลงจากที่จงกลมเข้าที่พัก ท่านนั่งอยู่บนเตียงสักครู่หนึ่ง จึงเอนกายลงบนเตียงด้วยตั้งใจว่า จักนอนพักผ่อนสักครู่หนึ่ง

ในขณะที่เท้าพ้นจากพื้น ศีรษะกำลังจะถึงหมอน ระหว่างนี้เอง จิตของท่านก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะคลายความยึดมั่นลง แล้วท่านก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ในระหว่างอิริยาบททั้ง ๔ คือ ไม่ได้อยู่ในอิริยาบทอย่างใดอย่างหนึ่งทั้ง ๔ อย่าง คือ อิริยาบทยืน นั่ง หรือนอน นับว่าท่านบรรลุเป็นพระอรหันต์แปลกกว่าพระเถระรูปอื่นๆ หลังจากท่านบรรลุอรหัตผลได้ไม่นานก็รุ่งเช้า เมื่อฉันภัตตาหารเช้าแล้ว ขณะที่พระสงฆ์ ๔๙๙ องค์ เข้าไปนั่งคอยท่านอยู่ที่ถ่ำสัตตลบรรณ ข้างภูเขาเวภาระ เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธนั้น ท่านก็ได้แสดงฤทธิ์ให้ปรากฏเพื่อประกาศให้คณะสงฆ์ได้ทราบว่าท่านได้บรรลุอรหัตผลแล้ว ด้วยการดำดินแล้วไปโผล่ขึ้นตรงอาสนะที่จัดเตรียมไว้ให้ท่านนั่ง จากนั้นการปฐุมสังคายนาได้เริ่มขึ้นได้ตอบปัญหาของพราหมณ์โมคคัลลานะ  เป็นที่แน่นอนว่าท่านได้มีบทบาทอย่างมากมายในการช่วยพระพุทธเจ้าเผยแผร่พระพุทธศาสนาและรักษาพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ ผลงานของท่านประมวลกล่าวไว้ดังนี้ ทรงจำธรรมไว้ได้มาก พระอานนท์เถระได้รับยกย่องว่าเป็นพหูสูต ทั้งนี้มิใช่เพียงเพราะได้ศึกษาธรรมมากเท่านั้น แต่ยังหมายถึงว่าท่านทรงจำธรรมไว้มากด้วย ครั้งหนึ่งโคปกโมคคัลลานพราหมณ์ได้เคยเข้าไปหาท่านซึ่งเป็นช่วงระยะหลังจาก ที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วและได้ถามว่า

โคปกโมคคัลลนพราหมณ์ "ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ข่าวว่าท่านเป็นพหูสูตทรงจำคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้ได้หมด ท่านบอกได้ไหมว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ท่านจำนวนเท่าไร"

พระอานนท์เถระตอบว่า "พราหมณ์ อาตมาศึกษาธรรมจากพระพุทธเจ้าโดยตรง ๘๑,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ที่เหลืออีก ๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ศึกษาจากพระสาวกผู้ใหญ่ อาทิ พระธรรมบดีสารีบุตร....

 


ภาพวาดพระอานนท์สาธยายพระสูตรในการปฐมสังคายนา

คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง
1. เป็นผู้ทรงจำธรรมไว้ได้มาก พระอานนท์ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นพหูสูต เพราะท่านทูลขอพรจากพระพุทธเจ้าก่อน
เข้ารับตำแหน่งพุทธอุปัฏฐาก มีข้อหนึ่งความว่า ถ้าพระองค์ทรงแสดงธรรมเรื่องในในที่ลับข้าพระองค์ ขอให้พระองค์ได้โปรดแสดง
ธรรมเรื่องนั้นแก่ข้าพระองค์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้เอาใจใส่ขวนขวายในการศึกษาและทรงจำเป็นอย่างดียิ่ง
2. เป็นผู้ช่วยระงับความแตกร้าวในพุทธจักร คราวที่พระชาวเมืองโกสัมพีเกิดทะเลาะวิวาทกันเป็นฝ่าย พระพุทธเจ้าทรงตักเตือนก็ไม่
สามารถคลายทิฏฐิมานะพระเหล่านั้นลงได้ พระองค์จึงเสด็จไปจำพรรษาในป่าปาลิเลยยกะ ต่อมาพระเหล่านั้นเกิดสำนึกผิดรู้สึก
ละอายใจ จึงเข้าไปหาพระอานนท์ พร้อมขอร้องให้ท่านพาไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อทูลขอขมา พระอานน์ได้ทำตามจนสามารถระงับความแตกร้าวให้กลับคืนสภาวะปกติได้
3. เป็นผู้รับภาระในพระพุทธศาสนา ในคราวปฐมสังคายนา ท่านได้ทำหน้าที่วิสัชนาพระธรรม โดยรวบรวมพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรง
แสดงไว้มาจัดเป็นหมวดหมู่ จนปรากฏเป็น พระสุตตันตปิฎก และ พระอภิธรรมปิฎก ให้เราได้ศึกษาจนกระทั่งทุกวันนี้
4. เป็นผู้สืบต่อพระศาสนา ท่านเป็นผู้มีศิษย์มาก ต่อมาศิษย์ของท่านได้มีบทบาทสำคัญในการทำสังคายนาครั้งที่ 2 คือ พระสัพพกามี
พระยสกากัณฑบุตร และพระเรวตะ เป็นต้น แสดงถึงความเป็นผู้มีอัธยาศัยไมตรีที่เพียบพร้อมดีงาม ทำให้มีผู้เคารพเลื่อมใสและแสดงตนเป็นศิษย์จำนวนมาก

--------------------
พระอานนท์เป็นพระภิกษุอุปัฏฐานของพระพุทธเจ้า  ก่อนท่านรับตำแหน่งนี้   เคยมีพระภิกษุหลายรูปทำหน้าที่นี้มาก่อน  แต่ท่านเหล่านั้นรับหน้าที่ดังกล่าวไม่นาน  ก็กราบทูลลาพระพุทธเจ้าออกไป  ผู้รับหน้าที่อุปัฏฐานพระพุทธเจ้าเป็นเวลานานที่สุด  จนพระพุทธเจ้านิพพาน  จึงได้แก่พระอานนท์

 โดยความสัมพันธ์ทางพระญาติ  พระอานนท์มีศักดิ์เป็นพระอนุชาหรือน้องชายของพระพุทธเจ้า  เพราะบิดาของท่านเป็นน้องชายของบิดาของพระพุทธเจ้า  นี่ว่าอย่างสามัญ

 ตลอดเวลาที่รับหน้าที่อุปัฏฐากพระพุทธเจ้า  พระอานนท์ตามเสด็จพระพุทธเจ้าไปทุกหนทุกแห่ง  คอยปรนนิบัติอุปัฏฐากพระพุทธเจ้ามิได้บกพร่อง  ด้วยเหตุดังกล่าวท่านจึงไม่มีเวลาบำเพ็ญกิจส่วนตัว  พรรคพวกรุ่นเดียวกันที่ออกบวชพร้อมกัน  (ยกเว้นพระเทวทัต)   ต่างได้สำเร็จอรหันต์กันทั้งสิ้น   ส่วนพระอานนท์ได้สำเร็จมรรคผลเพียงชั้นโสดาเท่านั้น

 เมื่อพระพุทธเจ้าจวนจะนิพพาน  ท่านจึงมีภาระเพิ่มมากขึ้น  เหนื่อยทั้งกายและใจ  ใจท่านว้าวุ่นไม่เป็นส่ำ    พอได้ยินพระพุทธเจ้าบอกพระสงฆ์เกี่ยวกับเรื่องพระองค์จะนิพพาน    พระอานนท์ไม่อาจจะอดกลั้นความเสียใจและอาลัยพระพุทธเจ้าไว้ได้      ท่านจึงหลบหลีกออกจากที่เฝ้า   เข้าไปยังวิหารแห่งหนึ่ง  ไปยืนอยู่ข้างบานประตูวิหาร   มือเหนี่ยวสลักเพชรหรือลิ่มสลักกลอนประตูแล้วร้องไห้   โฮๆ  พลางรำพันว่าตัวเรา   ยังเป็นอริยบุคคลชั้นต่ำ  ยังไม่สำเร็จอรหันต์   พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นทั้งพระศาสดาและพระเชษฐาของเราก็จักมานิพพานจากเราไปก่อนเสียแล้ว

 พระพุทธเจ้าทรงเห็นพระอานนท์หายไปจากที่เฝ้า จึงตรัสถามพระสงฆ์ถึงพระอานนท์ ทรงทราบแล้วรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้า  แล้วตรัสพระธรรมเทศนาเตือนสติพระอานนท์ว่าอย่าได้เศร้าโศกเสียใจ

 ตอนหนึ่งพระพุทธเจ้าตรัสบอกอานนท์ว่า  ท่านเป็นคนมีบุญ  อย่าได้ประมาท  เมื่อพระองค์นิพพานแล้วไม่ช้า    ท่านจักได้สำเร็จอรหันต์  (พระอานนท์ได้สำเร็จอรหันต์ภายหลังพระพุทธเจ้านิพพานได้สามเดือน)
-------------------


พระอานนท์
เป็นพระอรหันต์ที่ทรงตรัสรู้เป็นอรหันต์ช้าเพราะจิตใจที่อ่อนไหว จึงซาบซึ้งในรสพระธรรมจึงไม่ยอมตัดธรรมทั้งหลายให้ขาดเพื่อบรรลุความเป็นอรหันต์สำเร็จได้หลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงปรินิพพาน พระอานนท์เป็นพระเถระสำคัญที่เป็นเลิศในด้านพหูสูจน์และการจดร้อยถ้อยคำโดยไม่มีการขาดตกบกพร่องและมักจะยืนอยู่ข้างๆพระพุทธเจ้าเพื่อคอยปรนนิบัติพระองค์เสนอพระสูตรต่างๆทั้งหลายทั้งหมดที่เราได้อ่านได้สวดกัน มาจากการจดบันทึกของพระอานนท์เถระองค์นี้ทั้งสิ้น ......ท่านจึงมีคุณค่ามหาศาลในสมัยที่ท่านยังอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้
 พระอานนท์ ก่อนจะผนวชนั้น ทรงเป็นเจ้าชายแห่งศากยวงศ์ โดยท่านเป็นพระโอรสของพระเจ้าอมิโตทนศากยราช ผู้เป็นพระอนุชาของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช พระพุทธบิดา พระมารดาของท่านทรงพระนามว่า มฤคี พระอานนท์จึงถือว่าเป็นลูกผู้น้องของเจ้าชายสิทธัตถะ และเป็นสหชาติของเจ้าชายสิทธัตถะ เนื่องจากในวันประสูตินั้น ได้บังเกิดสหชาติกับพระพุทธเจ้า ทั้ง 7 ได้แก่ (1) พระนางพิมพาราหุลมาตา (2) ฉันนะอำมาตย์ (3) กาฬุทายิอำมาตย์ (4) พระอานนท์ (5) กันถกอัสสราช (6) ต้นมหาโพธิ์ (7) ขุมทรัพย์ 4 ทิศเมื่อคราวที่พระสาวกทั้งหลายประชุมกันเพื่อขอเป็นพระอุปัฎฐากดูแลพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นพระองค์ทรงให้พระอานนทฺขึ้นมาเป็นพระอุปัฎฐากต่อพระสาวกทั้งหมด
ที่พากันเสนอตัวแม้แต่ทั้งพระสารีบุตรพระองค์ก็ทรงห้ามหมดทุกรูปในตอนนั้นพระอานนท์ยังนั่งนิ่งเฉยเสียเป็นรูปสุดท้ายซึ่งพระสาวกทั้งหลายจึงพากันบอกพระอานนท์ให้ทูลเสนอเป็นพระอุปัฎฐาก(พระผู้คอยปรนนิบัติ)พระพุทธเจ้าเสีย พระอานนท์กลับตอบว่า "ท่านผู้เจริญทั้งหลาย อันตำแหน่งที่ขอได้มานั้นจะมีความหมายอะไรเล่า พระบรมศาสดาไม่ทรงเห็นข้าพเจ้าเลยกระนั้นหรือ ก็หากพระองค์ทรงพอพระทัยในตัวข้าพเจ้าแล้ว พระองค์ก็คงตรัสเองว่า อานนท์เธอจงอุปัฏฐากเราเถิด" พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า ไม่มีผู้ใดจะสามารถให้ท่านพระอานนท์เกิดความอุตสาหะขึ้นมาได้เลย แต่เมื่อท่านพระอานนท์รู้แล้ว ท่านจักอุปัฏฐากพระองค์เอง เมื่อพระภิกษุทั้งหลายได้ยินพระดำรัสนั้น ก็ทราบทันทีว่า พระองค์ทรงประสงค์ให้ท่านพระอานนท์เป็นพุทธอุปัฏฐาก จึงได้พูดตักเตือนให้ท่านทูลขอตำแหน่งพุทธุปัฏฐากจากพระองค์

เข้าสู่พระนิพพานกลางอากาศ
ภายหลังสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว พระอานนท์ได้เที่ยวจาริกสั่งสอนเวไนยสัตว์แทนองค์พระศาสดา จนชนมายุของท่านล่วงเข้า ๑๒๐ ปี ท่านจึงได้พิจารณาอายุสังขารของท่านพบว่า อายุสังขารของท่านนั้นยังอีก ๗ วันก็จะสูญสิ้นเข้าสู่พระนิพพาน ท่านจึงพิจารณาว่าท่านจะเข้านิพพาน ณ ที่ใด ก็เห็นว่าท่านจะเข้านิพพานที่ปลายแม่น้ำโรหิณี ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์ กับเมืองโกลิยะ ซึ่งมีพระประยูรญาติอยู่ทั้ง ๒ ฝ่าย จากนั้นท่านจึงได้ลาภิกษุสงฆ์ และชนทั้งหลาย จนครบ ๗ วันแล้ว ท่านจึงได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์นานาประการ ท่านได้ตั้งสัตยาธิษฐานว่า....“เมื่ออาตมานิพพานแล้ว ขอให้อัฐิธาตุของอาตมานี้จงแยกออกเป็น ๒ ส่วน จงตกลงที่ฝั่งกรุงกบิลพัสดุ์ ของพระประยูรญาติฝ่ายศากยวงศ์ ส่วนหนึ่ง และจงตกที่ฝังกรุงเทวทหะของพระประยูรญาติฝ่ายโกลิยวงศ์ส่วนหนึ่ง เพื่อป้องกันมิให้พระประยูรญาติทั้งสองฝ่ายทะเลาะวิวาทกันเพราะแย่งอัฐิธาตุ” ครั้นอธิษฐานเสร็จแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพาน ณ เบื้องบนอากาศในท่ามกลางแม่น้ำโรหิณีนั้น ท่านได้เจริญเตโชกสิณ ทำให้เปลวเพลิงบังเกิดในร่างกาย เผาผลาญมังสะและโลหิตให้สูญสิ้น ยังเหลือแต่พระอัฐิธาตุสีขาวดังสีเงิน พระอัฐิธาตุที่เหลือจึงแตกออกป็น ๒ ภาค ด้วยกำลังอธิษฐานของท่าน บรรดาพระประยูรญาติและชนที่มาชุมนุมกัน ณ ที่นั้นต่างก็รองรับพระธาตุไว้ สมดังที่ท่านอธิษฐานไว้ทุกประการ แล้วพระประยูรญาติและประชาชนทั้งสองฝั่งได้สร้างพระเจดีย์บรรจุไว้เพื่อสักการบูชา ทั้ง ๒ ฟากของแม่น้ำโรหิณี .

แสดงเจตนา
เรื่องและภาพรวบรวมมาจากอินเตอร์เน็ตที่เจ้าของไม่ได้สงวนสิทธิ์ในการเผยแพร่ไว้
ข้าพเจ้าขออนุโมทนาในเจตนากุศลในการเผยแพร่ธรรมทานอย่างบริสุทธิ์ของท่านเหล่านั้น
หากข้อความใดหรือภาพใดมีผู้หวงห้าม ข้าพเจ้าขออภัยและขอบอกกล่าวว่า ไม่มีเจตนาลักขโมยของท่าน
เพียงนำมาเผยแพร่เป็นธรรมทานให้ผู้สนใจทั่วไป และมีเจตนาให้นำไปเผยแพร่ต่อได้
ขอขอบคุณ เรื่องและภาพจากอินเตอร์เน็ต 
นายนิคม พวงรัตน์  รวบรวม เรียบเรียง เผยแพร่








หมวด: สาระจากพระพุทธศาสนา
»เหตุใดวัดพระแก้วจึงไม่มีพระสงฆ์อยู่
26-10-2017
»ทำไมต้องทำบุญ
05-07-2017
»เจ้าชายสิทธัตถะประสูติแล้ว ดำเนินได้ ๗ ก้าวจริงหรือ
31-05-2017
»เรื่องพระสารีบุตรตอนจะเข้าสู่พระนิพพาน
23-02-2016
»แผนที่ธรรม แสดง 31 ภพ
23-02-2016
»สี่คนหาม สามคนแห่ หนึ่งคนนั่งแคร่ สองคนพาไป คืออะไร
07-12-2015
»"วันนี้วันพระ" วันพระมีความเป็นมาและสำคัญอย่างไร
18-11-2015
»ติรัจฉานวิชา (ว่าด้วยสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่กระทำ)
07-08-2014
»มหาสุทัสสนสูตร : ข้อเตือนใจคนโลภ
29-07-2014
»อานาปานสติ
09-04-2014
»บัว 3 เหล่า
08-04-2014
»คติ และคติภพ คืออะไรและต่างกันอย่างไร
13-12-2014
»พระเกศา_พระโลหิต'_พระสังฆราชกลายเป็นพระธาตุ
13-12-2014
»สวรรค์ 6 ชั้น
13-12-2014
»พระคาถาธารณปริตร
02-10-2013
»หลวงพ่อชาตอบปัญหาธรรม
17-07-2013
»วันมาฆบูชา
11-02-2014
»พุทธชยันตี
10-01-2013
»พระธรรมเทศนาจากหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
05-01-2013
»ช้างปาเลไลยก์
17-01-2013
»พระกุมารกัสสปะ
05-01-2013
»นางจิญจมาณวิกา นางอมิตตา กลับชาติมาเกิด
05-01-2013
»นางวิสาขา มหาอุบาสิกา
03-04-2016
»นางสิริมา หญิงโสเภณีผู้บรรลุโสดาบัน
05-01-2013
»เอาเงินใส่บาตรพระบาปไหม ที่นี่มีคำตอบ
03-04-2016
»โครงการภาพยนตร์ พุทธศาสดา ชาวพุทธควรชมอย่างยิ่ง
05-01-2013
»ไฟล์เสียงวิธีนั่งสมาธิตอนที่1-5 โดยหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
05-01-2013
»พระสุปฏิปฏิปัณโณ หรือพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
04-01-2013
»พระไตรปิฏก ตอนที่ 1(เข้าใจง่าย)
04-01-2013
»พระบรมครู คู่มือครู
04-01-2013
»อนุบุพพิกถา
04-01-2013
»ตักบาตรเทโวโรหนะ
04-01-2013
»คุณหมอผู้สนใจธรรมะ "ธรรมะคือลมหายใจ"
04-01-2013
»พระเจ้าพิมพิสาร
04-01-2013
»พระอานนท์
04-01-2013
»พระมหาโมคคัลลานะ
04-01-2013
»เรื่องเทวดา
04-01-2013
»ถือศีล ห้า ได้กุศลมากกว่าสร้างวิหารทาน จริงหรือ
04-01-2013
»เงื่อนไขการทำบุญให้ทาน
04-01-2013
»การทำบุญด้วยศรัทธา
04-01-2013
»บุญจากการอนุโมทนา
04-01-2013
»พระฉันนนะผู้ว่ายากสอนยาก
04-01-2013
»นางมาคันทิยาผูกอาฆาตพระพุทธเจ้า
04-01-2013
»เกิดใหม่กลัวบาป อุทาหรณ์ การทำบาป
04-01-2013
»พระภัททากัจจานาเถรี
04-01-2013
»นิทานธรรมบท เรื่องพราหมณ์ชื่อจูเฬกสาฎก
04-01-2013
»เมื่อใด บาปให้ผล เมื่อนั้น คนพาล ย่อมประสบทุกข์
04-01-2013
»เมื่อพญานาคอยากเป็นมนุษย์
04-01-2013
»เหตุใดเทวดาจุติ(ตาย)แล้วจึงอยากเกิดเป็นมนุษย์
04-01-2013
»ผลของกรรม
04-01-2013
 
หน้าแรก  เกี่ยวกับเราคุณครู.คอม


คุณครู.คอม ขอแสดงเจตนาว่าทุกข้อความใน เว็บไซต์นี้ให้คัดลอกได้
ไม่จำกัด เพื่อเป็นวิทยาทาน เพื่อการศึกษาเท่านั้น . .

email  kunkroo@gmail.com


kkwebv56   Copyright©2017 kunkroo.com
Development from SMEweb 1.5f By คุณครู.คอม